แจงเป็นการใหญ่ “อากุ่ย อากุ่ย! พี่ใหญ่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า! ข้าว่าแล้ว พี่ใหญ่เป็นบุคคลถือน้าใจผู้หนึ่ง จะทอดทิ้งอากุ่ยได้อย่างไร อากุ่ยอากุ่ย มีอะไรให้รับประทานหรือไม่? ข้าหิวเหลือเกิน!”
อากุ่ยพลันหมุนตัวกลับ เดินออกไปด้านนอกในทันที ทหารยันต์ทองคำดำรีบตามติดด้านหลังนาง พลางกล่าวประจบสอพลอไม่ขาดปาก
จั่วม่อได้แต่เหม่อมองอย่างโง่งม
“มันเป็นใคร?” เขิงเหลียนเอ๋อร์มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆเป็นเหตุให้ดวงตาคู่งามทอประกายระยิบระยับ น่าลุ่มหลงงมงายกว่าเดิมPage 4 of 11
“อุบัติเหตุร้ายแรงในชีวิตของข้าเอง” จั่วม่อแบสองมือ ใบหน้าเจื่อนขมแฝงแววจนปัญญา
“มีซิวเจ่อหลายคนเดินทางเข้ามาในนครมหาสันติ” เขิงเหลียนเอ๋อร์จู่ๆ เปรยขึ้นอย่างกะทันหัน
“ซิวเจ่อ?” จั่วม่องงงันวูบ หลังจากอยู่ในภพปิศาจมาชั่วระยะหนึ่งกระทั่งมันเองพอได้ยินคำ ‘ซิวเจ่อ’ ยังรู้สึกแปลกหูอยู่บ้าง
เขิงเหลียนเอ๋อร์คล้ายแย้มยิ้มน้อย ๆ จนตาหยีเป็นจันทร์เสี้ยว บอกเล่าอย่างสงบว่า “สมควรเป็นสี่มหาสำนักของซิวเจ่อ อย่างน้อยยี่สิบกว่าคน และมีบางคนที่พลังฝีมือร้ายกาจยิ่ง พวกมันปลอมตัวปกปิดเป็นอย่างดีไม่มีผู้ใดระแคะระคายแม้แต่น้อย”
“สี่มหาสำนัก?” จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นเครียดขรึมในบัดดล “สี่มหาสำนักไฉนมาที่นี่?”
“หอสมบัติมหาสันติ” เขิงเหลียนเอ๋อร์แค่นเสียงออกมาสี่คำ
“หอสมบัติมหาสันติ?” จั่วม่อแทบไม่อยากเชื่อ สี่มหาสำนักเป็นตัว