จู่มาเยือนได้ นั่นก็ย่าแย่แล้ว
“ไม่ต้องห่วง” คนที่เปิดปากก่อนคือผูเยา แม้ว่าสีหน้าของมันจะแปลกพิกล มันก็ยังคงเอ่ยปากอย่างเสียไม่ได้ “การแสดงของเจ้าในวันนี้จะต้องดึงดูดเสียกงจู่ให้เร่งรุดมาโดยเร็วอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!” จั่วม่อคล้ายยกภูเขาออกจากอก
“อาจั่ว เจ้าช่างอัจฉริยะนัก!” เว่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม ประโยคนี้ทำให้ผูเยามีสีหน้าระแวงระวังขึ้นมาทันที
“แน่นอน เจ้าเพิ่งจะสังเกตเห็นเอาตอนนี้หรือ?”
? มียอดอัจฉริยะเช่นนี้อยู่เบื้องหน้าเจ้า เจ้าไม่คิดจะแสดงน้าใจอันใดสักหน่อยรึ
แต่พอเห็นสีหน้าตะลึงลานของเว่ย จั่วม่อผิดหวังขึ้นมาทันที ถลึงตามองเว่ยอย่างเหยียดหยาม รำพึงรำพันว่า “ที่แท้แค่ชมเชยปากเปล่ารึ ฮ่ายุคสมัยนี้กลายเป็นโลกที่ผู้คนเพียงชมเชยปากเปล่าไปเสียแล้วหรือ?
เมื่อออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อก็ประสานสบเข้ากับสายตาอันสงบเยือกเย็นของเขิงเหลียนเอ๋อร์
“เจ้าไฉนก่อเกิดปรากฏการณ์หมู่ดาวประทานพรได้?” สุ้มเสียงของเขิงเหลียนเอ๋อร์ใต้ม่านรัตติกาลอันเงียบงันเช่นนี้ ดูคล้ายเลื่อนลอยเลือนราง คล้ายมีคล้ายไม่มี
“เนื่องเพราะ… …” จั่วม่อผู้ไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนเลย มองดูใบหน้าชวนลุ่มหลงตายของนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง พลางเน้นเสียงทีละคำ“…เพราะ ข้าเป็นอัจฉริยะ!”
กล่าวจบคำ มันก็เมินดวงตาอันเบิกกว้างของเขิงเหลียนเอ๋อร์ เดินกลับเข้าห้องตัวเองทันที
ซึ่งความจริงกระทั่งตัวมันเองยังไม่ทราบ ว่า