ี่มีต่อสำนักกระบี่สุญตายังไม่ได้ลึกซึ้งเท่าใดแต่เหวยเสิ้งเติบโตขึ้นมาในภูเขาสุญตา มีความรู้สึกอันลึกลํ้านอกจากตื่นตระหนก ยังอดเผยแววห่วงกังวลอย่างลึกซึ้งไม่ได้ภายใต้อิทธิพลล้นฟ้าของคุนหลุน สำนักเล็กๆ เช่นสำนักกระบี่สุญตาได้มีเรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อยหมิงเลี่ยเห็นอีกฝ่ายกลับเป็นเงียบงันอีกครั้ง ยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม “ท่านที่นับถือสามารถประทานบอกนามสูงส่งหรือไม่สหายของศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็นสหายของคุนหลุนเรา! โปรดอนุญาตให้เราทำหน้าที่เจ้าบ้าน!”“ศิษย์พี่อยู่ที่ใด?” กงซุนชาหันไปกระซิบถามจงหยูที่ด้านข้างจงหยูพริ้มตาหลับลง อึดใจหนึ่งค่อยลืมตาขึ้น กล่าวอย่างงงงวยอยู่บ้างว่า “ต้าเหรินดูเหมือนกำลังเข้าฌานสมาธิ”“เข้าฌานสมาธิ?” กงซุนชาเลิกคิ้ว แล้วหันไปมองเหวยเสิ้ง“ศิษย์พี่ใหญ่มีความเห็นใด? ยามนี้เกรงว่าพวกมันจะเริ่มสงสัยความเป็นมาของเรามากขึ้นกว่าเดิมแล้วกระมัง”“เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” เหวยเสิ้งถามอย่างระมัดระวังกงซุนชาแย้มยิ้มเอียงอาย แต่ไม่ตอบคำถามโดยตรง เพียงกล่าวว่า “หากต้องตกเป็นเป้าของคุนหลุนในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่ดีสำหรับเรานัก”“ความหมายของเจ้าคือ… …” เหวยเสิ้งมีสีหน้าตื่นตะลึงกงซุนชายกมือขาวผ่องขึ้น แล้วสับลงเบาๆ“ซี๊ด!” เหวยเสิ้งสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ผู้คนรอบกายพวกมันทั้งสองเผยสีหน้าตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน แต่เพียงพริบตาเดียว ความตื่นตะลึงของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นคึกคักกระตือรือร้นคุนหลุน! นั่น