จงหยูลืมตาขึ้นช้าๆ กระแสอากาศปั่นป่วนรอบกายพลันหยุดลงทันที ดวงตาสาดประสาดวูบแล้วเลือนหาย ผิวหน้ากลายเป็นเรียบเนียนละลุนละไม ริ้วรอยตรากตรำเนื่องจากวันคืนอันยากลำบากในอดีตหายไปโดยไร้ร่องรอย ทั่วทั้งค่าย รูปโฉมของมันอาจไม่หล่อเหลาสะดุดตา แต่รัศมีแห่งเซนอันสงบสันติบนร่างนับว่าพิเศษเฉพาะ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือนกล่าวได้ว่าเหล่าผู้คนในค่ายมีเอกลักษณ์มาก ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของเหวยเสิ้ง ความบ้าคลั่งดุร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเอียงอายของกงซุนชา ความมั่นคงของซู่หลง ความไม่อินังขังขอบของม้าฝาน และคนอื่นๆ อีกมากมายบนหน้าผากอันหมดจดของจงหยูเป็นดอกบัวสีแดงเลือดดอกหนึ่ง แฝงไว้ด้วยสองกลิ่นอายที่แตกต่างกันสุดขั้ว หนึ่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งกลิ่นอายลี้ลับ ผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เต็มไปด้วยพลังสะท้านขวัญวิญญาณผู้คนมันลุกขึ้น เดินเนิบนาบออกมาจากกระโจม“เหล่าหยู!”เมื่อเห็นหน้าจงหยู เหลยเผิงกับเหนียนลู่ทีแรกอึ้งงัน จากนั้นปลาบปลื้มประโลมใจพวกมันทั้งสามเคยอยู่ร่วมหน่วยย่อยเดียวกัน สนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ขณะที่จงหยูกำลังสร้างเม็ดพลังทองคำ สหายสนิททั้งสองก็ยืนเฝ้าระวังอยู่หน้ากระโจม“เหลยจื่อ! (เจ้าหนุ่มเหลย) เสี่ยวเหนียนเหนียน!” จงหยูบนใบหน้าเผยรอยยิ้มจริงใจเหนียนลู่รอยยิ้มพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ เหลยเผิงกลับหัวเราะร่า โถมเข้าหาจงหยู อ้าแขนโอบกอดแรงๆ“เหล่าหยู เจ้าทำได