ยานิ่งงันไปนาน คล้ายก่าลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ท่าให้จั่วม่อชักรู้สึกว่าค่าบอกเล่าของอีเจิ้งเห็นจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสียแล้วอีเจิ้งส่วนลึกในใจปรารถนาจะสร้างผลงานที่ดี แต่นอกเหนือจากช่วงเวลาที่มหาสงครามครั้งนั้นอุบัติขึ้น มันก็ไม่ได้ล่วงรู้เกี่ยวกับสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์มากนักอดต่าหนิติเตียนตัวเองไม่ได้ หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ มันสมควรตั้งใจศึกษาบันทึกของศิษย์พี่ให้ดีขณะที่อีเจิ้งก่าลังร้อนรนกระวนกระวาย จู่ๆ ได้ยินจั่วม่อถามค่าถามประหลาด“ต้าเจิ้งต้าซือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”อีเจิ้งชะงักกึก สีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง “ท่านบรรพชนล่วงลับไปในปีที่แปดหลังจากมหาสงครามหนนั้น”ในทะเลแห่งจิตส่านึกของจั่วม่อ เสียงทอดถอนพลันดังขึ้น ผูเยาเค้าความดุร้ายอ่ามหิตบนใบหน้าสลายหายไปดุจควันเมฆ หลงเหลือเพียงความอ้างว้างว่างเปล่าอันหนักข้นมันหันหน้าไปทางหนึ่ง จ้องมองป้ายศิลาสุสานนิ่งงัน ร่าพึงเสียงแผ่วจาง “เจ้าจากไปแล้ว… …พวกมันก็ล้วนจากไปแล้ว… …เหลือแต่ข้าที่ยังอยู่… …”หลังจากส่งอีเจิ้งกับจงหยูจากไป จั่วม่อเข้าสู่ทะเลแห่งจิตส่านึกและเห็นภาพนี้มันหุบปากเงียบอย่างรู้ความ ขณะที่ก่าลังจะออกจากทะเลแห่งจิตส่านึก กลับถูกผูเยาเรียกรั้งเอาไว้“สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ที่มันกล่าวถึง มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง” ผูเยาหันกลับมา สีหน้ากลับเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่บนใบหน้า ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น