“ในอดีต ข้าอยู่ในภพอสูรเคยมีฉายา… …” ผูเยากล่าวได้ครึ่งหนึ่ง แต่แล้วมันคล้ายตระหนักถึงบางสิ่ง หันเหหัวเรื่องไปอีกทาง “อ้อ ไม่ต้องกล่าวถึงอดีตแล้ว คนของเจ้าล้วนนิสัยใจคอไม่เลว แต่พรสวรรค์ของพวกมันไม่ค่อยดีนัก”ผูเยาสีหน้าเต็มไปด้วยความอับจนปัญญา จั่วม่อทราบว่าอีกฝ่ายยังมีวาจาจะกล่าว จึงไม่ได้กล่าวขัดคอ“เจ้าเมื่อฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา ก็ละเลยศาสตร์อสูรไป มิหนำซ้ าวิชาค่ายกลยังไม่มีความรุดหน้าใด” ผูเยาสีหน้ามืดทะมึนลงทันตา“ฮึ่ม เจ้าผู้นั้นฉกฉวยผลประโยชน์ไปทั้งหมด”จั่วม่อทราบว่าผูเยากล่าวถึงป้ายศิลาสุสาน ต้องเหลือกตา ตอบโต้ว่า “ไม่ต้องกล่าวถึงว่าข้าไม่ฝึกปรือศาสตร์อสูรแล้ว ผู้ใดใช้ให้หัตถ์พันใบน้อยของเจ้าไม่ทรงพลังเท่าสังขารปิศาจมหาทิวาเล่า เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าเสียชีวิตกระมัง”ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี สังขารปิศาจมหาทิวาแกร่งกร้าวไร้ผู้ต้านอย่างแท้จริง ในระดับนี้คิดหาศาสตร์อสูรที่สามารถยกขึ้นเทียบชั้นได้ เกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่ายหลายวิชาที่มันล่วงรู้ ก็ต้องการพลังบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งมาก อันที่จริงการสำเร็จวิชาสังขารปิศาจมหาทิวา ก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญถึงที่สุด แต่จั่วม่อกลับฝ่าด่านสำเร็จอย่างมึนๆ งงๆ ทำเอาผูเยาประหลาดใจไม่น้อยหรือว่าเจ้าจั่วม่อมีโชคชะตาต้องกันกับทักษะปิศาจจริงๆ?ผูเยายิ่งขุ่นข้องขัดเคืองใจกว่าเดิม“ฮ่า เรื่องนี้ข้าไม่สนใจ” ผูเยายิ้มเย้ย “เจ้ามิใช