จงหยูแววตาสงบเฉยชา มือซ้ายถือไม้เท้าพระธรรมสี่แฉก มือขวาผนึกท่ามุทรา“อยู่!”สุ้มเสียงตวาดกระหึ่มกึกก้อง ประดุจเสียงระฆังอันไพศาล ไม่แหลมสูง ไม่เจือปนอารมณ์ความรู้สึก แต่ทั่วทั้งเมืองหนานเสิ้งล้วนได้ยินชัดเจน! โดยมีตัวมันเป็นจุดศูนย์กลาง คลื่นความผันผวนไร้รูปลักษณ์กวาดวาบออกไปทุกทิศทางดุจลมพายุซิวเจ่อฝั่ายตรงข้ามทั้งหมดสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!พวกมันแม้เปิดใช้งานชุดเกราะปราณอย่างพรักพร้อม แต่เสียงตวาดนี้ราวกับสะท้อนออกมาจากก้นบึ้งจิตใจของตัวเอง โล่พลังปราณของพวกมันไม่อาจปั้องกันแม้แต่น้อย สิ่งที่ทำให้พวกมันขวัญหนีดีฝั่อมากยิ่งขึ้น ก็คือพลังปราณในร่างกายพวกมัน จู่ๆ ก็หยุดชะงักไปชั่วอึดใจ!พลังอภิญญา – วาจาสัตย์!พลังอภิญญานี้คล้ายมีผลเพียงชั่วแวบ พลังปราณของพวกมันแค่ชะงักไปวูบเดียวเท่านั้น ทว่า…เพียงวูบเดียวนี้เอง กลับเป็นชั่ววูบที่เปิดโอกาสให้มัจจุราชทวงวิญญาณของพวกมัน!อีกสี่คนที่เผชิญหน้ากับซิวเจ่อเหล่านั้น ไหนเลยจะพลาดโอกาสอันดีงาม พลันทะยานขึ้นจากพื้น รวดเร็วดุจสายฟั้าฟาด พวกมันไม่ต่างจากกระบี่บินสี่เล่ม โผพุ่งเข้ากลางวงซิวเจ่อห้าสิบหกสิบคนที่ยังคงชะงักงันอยู่กับที่ม้าฝานเพียงเหลือบมองปราดเดียว ภาพรวมของสถานการณ์สู้รบทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในใจ หลังจากเป็นแกนหลักในขบวนทัพมานาน ด้านความเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์สู้รบ ไม่มีผู้ใดในค่ายเทียบกับมันได้อีก ทั่วทั้งค่าย มันคือผู้ที่มีการเปลี่ยน