อยออกจากร่าง“เจ้าสิ่งนี้มีพลังมากเท่าใด?” กงซุนชาชี้ไปนอกเรือ พลางหันไปถามจั่วม่อที่เพิ่งจะหยุดมือและเดินเข้ามารวมกลุ่ม“ดีกว่าไม่มีอะไร” จั่วม่อทรุดนั่งอย่างเหนื่อยล้า“ความสำเร็จในวิชาค่ายกลของข้าไม่เพียงพอ แม้ว่าร่างแหนี้จะไม่มีจุดอับ แต่ช่องตาข่ายห่างเกินไป กระจัดกระจายเกินไป เรื่องพลังอำนาจก็อย่าได้คาดหวังมากเกินไป”กงซุนชาพยักหน้ารับ ถามว่า “พวกเรามาไกลเท่าใดแล้ว?”“เรือลำนี้หนึ่งชั่วยามเดินทางได้หนึ่งร้อยลี้ เราเดินทางมานานเท่าใด?”“ราวหกชั่วยาม”“เช่นนั้นก็หกร้อยลี้” จั่วม่อสรุป”ดูเหมือนไม่มีผู้ใดไล่ตามมา”“ไม่รู้ว่ากองทัพอสูรเหล่านี้ต้องการอันใด นับว่าเป็นภัยพิบัติที่ไม่คาดฝันจริงๆ” ฉุนอวี๋เฉิงทอดถอนปนรำพึงจั่วม่อย่อมไม่อาจบอกได้ว่ากองทัพอสูรมาตามหาตนเอง แต่เห็นสีหน้าวิตกกังวลของฉุนอวี๋เฉิง ก็ทราบว่าเรื่องคราวนี้ ศิษย์น้องที่สัตย์ซื่อถือมั่นผู้นี้ถูกขู่ขวัญรุนแรงเกินไปได้แต่รีบปลอบโยนมันศิษย์น้องทั้งสองมีนิสัยใจคอที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉุนอวี๋เฉิงสัตย์ซื่อเรียบร้อยแต่ขี้ขลาดตาขาวอยู่บ้าง สนใจเฉพาะเรื่องการเลี้ยงสัตว์ ส่วนกงซุนชากลับตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด มันกลอกกลิ้งกล้าหาญ ยามเผชิญปัญหาก็สงบเยือกเย็น มีท่าทีลี้ลับมากเล่ห์ ทั้งยังไม่ค่อยสนใจเรื่องการฆ่าสัตว์และชำแหละชิ้นส่วนมากนัก“พลิกแพลงไปตามสถานการณ์เถอะ” กงซุนชาสอดคำ จากนั้นหันใบหน้าอ่อนใสมองมายังจั่วม่อ ดวงตาเป็นประกา