าตอบเสียงราบเรียบ“นั่นก็คือเจ้า?”ผูเยาแย้มยิ้มเย็นเยียบ “ไม่เกี่ยวกับข้า!” จากนั้นขมวดคิ้ว“แต่เรื่องนี้ก็น่ารำคาญอยู่บ้าง”“เจ้าก็เป็นอสูรไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ว่าเจ้ากับพวกมันสมควรเป็นพวกเดียวกันหรอกหรือ?” จั่วม่อไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของผูเยานัก อย่างไรก็ตาม หากดาวพร่างกลางทิวาไม่ใช่ฝีมือของผูเยาแล้วจะเป็นผู้ใด? ใช่เป็นปั้ายหินสุสานหรือไม่?
ผูเยาไม่ชมชอบซิวเจ่อ เรื่องนี้จั่วม่อพอเข้าใจได้ แต่ไฉนกระทั่งเผ่าอสูรผูเยาก็ไม่ชมชอบไปด้วยเล่า นี่ทำให้จั่วม่องุนงงยิ่ง“พวกมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับข้า” ผูเยาใบหน้าเย็นชาจั่วม่อเห็นว่าผูเยาคล้ายไม่ต้องการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ พลันเปลี่ยนหัวข้ออย่างรู้ความ “เจ้ามีคำชี้แนะดีๆ บ้างหรือไม่?”“ดูเหมือนโชคของเจ้าจะไม่เลวเลย ผู้มาเป็นคนตระกูลไม้” ผูเยาเหลือบมองขบวนทัพอสูรอันเคร่งครัดบนท้องฟั้า “คนตระกูลไม้มักไม่ชมชอบการต่อสู้”“ตระกูลไม้?” จั่วม่อกระหายใคร่รู้ยิ่ง อย่าได้เห็นว่ามันเพิ่งจะเอ่ยปากเล่าเรื่องเกี่ยวกับอสูรน้อย แต่ที่แท้เป็นเพียงแค่ฟังมาจากปากผูเยาเท่านั้น มันไม่คุ้นเคยกับอสูรปิศาจสักนิด ยามนี้เมื่อเห็นว่าคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับอสูรปิศาจได้อีกสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพวกมันได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์สำหรับมันมากเท่านั้น“เป็นตระกูลใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ก็มีสาขามากมาย ถือกำเนิดขึ้นจากมวลพฤกษา”ผูเยาบอกเล่าอย่างรวบรัด“อ้อ…” จั่วม่อผงกศีรษะรับ