จั่วม่อก้มตัว สองมือเท้าหัวเข่า ปล่อยให้เหงื่อไหลลงไปตามคาง หยดลงบนพื้นดินทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุดคล้ายเครื่องสูบลม ลมหายใจเร่งร้อน ถี่กระชั้น ไม่เหลือเรี่ยวแรงกระทั่งจะกล่าววาจามันยังคงต้องการแย้มยิ้ม ปรารถนาจะหัวร่อให้ดังสนั่นลั่นโลกสมองที่ชาด้านจากความเจ็บปวดค่อยๆ ฟืนคืนเล็กน้อย ความปิติยินดีในใจบรรเทาอาการอ่อนล้าของร่างกาย สิ่งที่มันเห็นในยามที่ ‘เฝั้าดู’ ทำให้มันแทบไม่อยากเชื่อสายตาปราณพิภพเดิมทีแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย สุดท้ายแทรกซึมลึกเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน เมื่อผูเยาลงมือสูบดึงออกไป เส้นใยปราณพิภพเหล่านี้ประหนึ่งพายุฝนเข็มเล็กละเอียด ทะลวงผ่านเลือดเนื้อของมันอีกรอบกล่าวอีกอย่างก็คือ จั่วม่อแม้ไม่อาจเก็บกักปราณพิภพเอาไว้ได้ แต่เลือดเนื้อร่างกายทุกส่วนของมันจะผ่านการอาบปราณพิภพสองครั้งสองหนในคราวเดียว ทั้งครั้งแรกที่ปราณพิภพแทรกซึมเข้ามาและครั้งที่สองที่ถูกผูเยาสูบออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูบดึงออกไปอย่างร้ายกาจไร้เมตตาของผูเยา กลับทำให้เลือดเนื้อถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งที่จั่วม่อดูดซับปราณพิภพเข้ามาเสียอีกแม้ว่าจั่วม่อยังไม่มีปัญญารักษาปราณพิภพไว้กับตัว แต่ร่างกายเลือดเนื้อของมันจะถูกกลั่นเกลาอย่างต่อเนื่องดุจโลหะชิ้นหนึ่ง ปราณพิภพยังเปียมล้นไปด้วยคุณสมบัติหล่อเลี้ยงบำรุง สามารถซ่อมแซมรักษาความเสียหายในร่างกายของจั่วม่อที่ได้รับตลอดกระบวนการตราบเท่าที่มันสา