ับพลังบำเพ็ญเพียรของคนเหล่านี้ มันก็คลายใจลงมากในทันทีหนานหมิงจื่อเพ่งมองจั่วม่อ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงยามนี้ คนผู้นี้เป็นผู้ต้อนรับมันสันนิษฐานว่าเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ แต่แล้วจู่ๆ สายตามันก็ชะงักกึก “สหายเต๋าคุ้นหน้าคุ้นตายิ่ง โปรดบ่งบอกนามอันสูงส่ง!”“ข้าจั่วม่อ” จั่วม่อตอบเรียบๆ มันสังเกตเห็นร่องรอยความละโมบที่สาดวาบเข้ามาในดวงตาของอีกฝั่าย สายตาเช่นนี้ มันคุ้นเคยจนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้ว“จั่วม่อ?” หนานหมิงจื่อขมวดคิ้ว ก้มหน้าครุ่นคิด ใบหน้านี้ นามนี้ มันคล้ายคุ้นหูคุ้นตาทั้งคู่ แล้วพลันเงยหน้าขึ้นมองอย่างกะทันหัน “จั่วม่อเจ้าของรูปแบบค่ายกลยันต์เวท?”“เพียงฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงแล้ว” จั่วม่อยิ้มอย่างไร้อารมณ์ความรู้สึกหนานหมิงจื่อหัวใจเย็นวาบ นับจากงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ก็เป็นเวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น นามของจั่วม่อยังคงไม่ถูกลืมเลือน มันต้องกลับมาเริ่มประเมินใหม่อีกรอบเจ้าคนหน้าตายตรงหน้ามันนี้เคยสยบชนชั้นหนิงม่ายมาแล้วแล้วยังรูปแบบค่ายกลยันต์เวทอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงนั่น…หนานหมิงจื่อกวาดตามองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณเห็นคูคลองอันแปลกประหลาด เส้นต่อเส้นตัดไขว้เป็นทาง กองหินที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งขุดขึ้นมา…หัวใจมันเต้นระส่ำขึ้นมาทันที เป็นไปไม่ได้…รูปแบบค่ายกลยันต์เวท…ใบหน้าไร้ความรู้สึกของจั่วม่อ ทันใดนั้นคล้ายเปลี่ยนเป็นลึกล้ำดุจห้วงสมุทร สายตาเย็นเยียบไร้ความอบ