หลังจากดื่มชากันสักพัก รู้สึกว่าปราณธรรมชาติอันหนาแน่นช่วยเติมเต็มร่างกายทุกผู้คนผ่อนคลายสบายใจ ความเหนื่อยล้าปลาสนาการไปสิ้นเผยเหยียนหรานชักชวนว่า “อาจได้เวลาแล้วกระมัง ไป ไปดูกันว่าเจ้าเด็กน้อยเป็นอย่างไรบ้าง”ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบสนองจากทุกคนทันที ทั้งห้าออกเดินไปพลาง สนทนากันไปพลาง มุ่งหน้าไปยังด้านหลังภูเขาสุญตาครั้นเมื่อมาถึงตำแหน่งของค่ายกล ทั้งห้ามองเข้าไป อดหัวร่อออกมาไม่ได้“ข้าว่าแล้วเชียว เจ้าเด็กผู้นี้ลื่นอย่างกับปลาไหล มันหาพื้นที่ชีวิตพบได้อย่างไร?”หยานเล่อชี้เข้าไปข้างใน แหงนหน้าหัวร่อกระหึ่ม ภายในค่ายกล เห็นจั่วม่ออยู่ในสภาพน่าอนาถ เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี เห็นได้ชัดว่าได้รับความลำบากมาไม่น้อยหยานเล่อในหัวใจที่มีเลือดหยาดหยดค่อยรู้สึกดีขึ้นมาก ไม่ใช่แค่มันคนเดียว กระทั่งเผยเหยียนหรานกับอีกสองคนก็สุขสราญบานใจยิ่ง พวกมันทั้งสี่ล้วนเป็นปรมาจารย์จินตัน แต่ไม่อาจทำอย่างไรกับเจ้าหนูน้อยด่านจู้จีผู้หนึ่ง พวกมันสั่งสมโทสะมหาศาลเป็นเวลานาน คิดจะข่มขู่ ก็เกรงว่าเจ้าเด็กเหลือขอจะวิ่งแจ้นไปเข้าสำนักอื่น ล่อลวงมันหรือ?ล่อลวงด้วยอันใดเล่า! เจ้าตัวเลวร้ายนี้เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในภูเขาสุญตาชมดูเดรัจฉานน้อยในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ พวกมันรู้สึกว่า ไม่ว่าต้องจ่ายราคาสักเท่าใดก็ไม่สูญเปล่าแล้วอู่หลิงซ่านเหรินยังอดหัวร่อไม่ได้ “พรสวรรค์เชิงค่ายกลของจั่วม่อสูงส่งจริงดังว่าสำหรับมัน การห