้อยนิดของข้าจะไปทำอะไรได้”(*ศิษย์พี่ใหญ่ ตั้งแต่นี้ไปเริ่มหมายถึงเหวยเสิ้ง ไม่ใช่ฉินเฉิง)ฟังวาจามัน หลี่อิงฟั่งขมวดคิ้วฉับ กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจังว่า “ศิษย์น้องอย่าได้ดูแคลนตัวเอง เจ้าเข้าใจเจตจำนงกระบี่ในด่านจู้จี พรสวรรค์เช่นนี้ ในสำนักเรานอกจากศิษย์พี่ใหญ่แล้วก็ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ศิษย์น้องอย่าได้ปล่อยปละละเลย จนไม่คิดแสวงหาความก้าวหน้า”จั่วม่อเหงื่อตก มันทราบว่าศิษย์พี่หญิงห่วงกังวลแทนมัน แต่ไม่ทราบจะอธิบายต่อนางอย่างไร ได้แต่กล่าว่า “ผู้น้องไม่ได้ละเลย เพียงแต่เวลานี้ถุงเงินยุบแฟบ ไหนเลยจะฝึกปรืออันใดได้”หลี่อิงฟั่งสีหน้าตกใจสุดระงับ “จิงสือของเจ้าไปยังที่ใด? ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งจะได้รับจิงสือมากมาย ใช้หมดแล้ว? เจ้าใช้หมดได้อย่างไร?”จั่วม่อไม่ทราบจะกล่าวอะไร มันย่อมไม่อาจบอกต่อศิษย์พี่หญิง ว่าในจิตสำนึกของมันมีหลุมลึกไร้ก้นบึ้งซ่อนตัวอยู่ คอยสวาปามจิงสือทั้งหมดไป คิดตามสามัญสำนึกทั่วไปสำหรับซิวเจ่อด่านจู้จีผู้หนึ่ง จิงสือระดับสามจำนวนหลายพันชิ้นนับว่าเป็นเงินก้อนโตมากแล้ว หากเป็นในอดีต แค่คิดมันยังไม่มีปัญญาคิดถึงเงินก้อนนี้ ต่อให้ทอดตาทั่วตงฝูนี่ก็ยังเป็นผลรวมที่น่าแตกตื่น เวลานี้จั่วม่อกำลังบอกนางว่ามันใช้จิงสือไปหมดแล้ว จะไม่ให้หลี่อิงฟั่งตื่นตะลึงได้อย่างไร?“จิงสือมีเท่าไรก็ใช้ไม่พอ” จั่วม่อเบี่ยงประเด็นอย่างคลุมเครือ พลางทำตาโตจ้องมองศิษย์พี่หญิงของมันด้วยประกายวิงวอนเมื่