ั้นเหวยเสิ้งจะเข้มแข็งถึงระดับใด?” เถาซูเอ๋อร์อัศจรรย์ใจไม่น้อยหูซานยิ้มหยัน “ไม่สำคัญหรอกว่าพวกมันร้ายกาจเพียงใด นี่ต้องตำหนิที่พวกมันทะยานขึ้นมาเร็วเกินไป จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว เหล่าศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงหลายคนเริ่มจับตามองพวกมันแล้ว ว่ากันว่าอาจารย์อาหลายท่านก็ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อสำนักกระบี่สุญตา”เถาซูเอ๋อร์แย้มยิ้มหยาดเยิ้ม “ใช่แล้ว ตงฝูก็ใหญ่โตเพียงเท่านี้เอง มีคนใหม่หมายเข้ามาแบ่งปันน้ำแกง เหล่าอาจารย์อาจอมตระหนี่ของพรรคเราจะยินดีได้อย่างไร?”หูซานกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “จะอย่างไรนี่ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเรา แต่ข้าฟังมาว่าผู้อาวุโสบางคนของพวกมันก็ร้ายกาจมาก”“พวกมันร้ายกาจ แต่ยังจะร้ายกาจกว่าจิงสืออีกหรือ?” เถาซูเอ๋อร์หัวร่อเบาๆ“ฮ่าฮ่า นั่นก็ใช่แล้ว!” หูซานหัวร่อตามระหว่างที่พวกมันสนทนา สถานการณ์สู้รบก็เปลี่ยนไปเอี้ยนหมิงจื่อไม่หลบอีกแล้ว กระบี่ผลึกน้ำแข็งทะลวงใส่เกราะปราณของมันอย่างถนัดถนี่ เสียงดังสดใสกังวานไปรอบข้าง แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนเกราะปราณแม้แต่รอยขีดข่วน จั่วม่ออดชะงักไปวูบหนึ่งไม่ได้ ฉวยโอกาสที่จั่วม่อเสียขบวนรวนเร กระบี่หยดน้ำของเอี้ยนหมิงจื่อลงมือตอบโต้ในฉับพลันกระบี่เช่นสระน้ำเย็นเยียบ จั่วม่อรีบเอี้ยวตัวหลบ รู้สึกเหมือนลมหนาวจัดกระโชกเฉียดผ่านข้างแขน!“ฮ่าฮ่า! เพียงแค่กระบี่บินระดับสอง จะมาเจาะผ่านเกราะวารีลี้ลับของข้าได้อย่างไร?” เอี้ยนหมิงจื่อหัวร่ออย่