่าอยู่มาก!”
เสียงวิจารณ์ดังระงมทั่วลานประลองโบราณ
ทั้งสามขุมอำนาจใหญ่ในเมืองหยุนเจียง โดยเฉพาะตระกูลซูและตระกูลหวัง ต่างก็มาเข้าร่วมตั้งแต่เช้าตรู่ ซูไคซานกับผู้นำตระกูลหวังยืนสนทนากันอยู่ด้านข้างชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวลายเมฆ สองคนมีท่าทีเป็นกันเอง
ชายหนุ่มในชุดคลุมขาวผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลาน่าเกรงขาม ดวงตาเย็นชาและแววตาอหังการ รัศมีพลังของเขารุนแรงนัก เขายืนเคียงข้างซูเหยา ราวกับทั้งคู่เป็นคู่ที่ฟ้าลิขิต
“ศิษย์น้องซูเหยา ดูเหมือนหลังจากได้โอสถเมฆาวิญญาณจากศิษย์พี่หลิน พลังของเจ้าได้ทะลวงถึงขั้นเก้าของขอบเขตชำระลมปราณแล้ว ศึกวันนี้คงไม่มีอะไรให้กังวลอีก”
ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณศิษย์พี่จาง ฝากขอบคุณศิษย์พี่หลินเฮ่าแทนข้าด้วย หลังจากจบศึกวันนี้ ข้าจะเดินทางไปเมืองหลวง เข้าเป็นศิษย์นิกายเทพศาสตรา ส่วนซูเฉิน…ก็แค่ก้อนหินที่ข้าจะเหยียบผ่าน!”
ซูเหยาตอบเรียบ ๆ
ซูไคซานรู้สึกถึงพลังที่แผ่ออกมาจากร่างซูเหยา พลันตื่นเต้นยินดี
ซูเหยาได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจในนิกายเทพศาสตรา หลินเฮ่า ศิษย์แท้จริงของผู้อาวุโสนั้น ส่งจางคุนศิษย์น้องมา พร้อมมอบโอสถเมฆาวิญญาณระดับสามให้นาง ส่งผลให้พลังของซูเหยาทะล