“ว่าอะไรนะ… มานาสำรอง?”
อัลฟอยอุทานออกมา เสียงสั่นด้วยความตกตะลึง
สำหรับนักเวทย์ระดับ 3 วงเวทย์ นั่นถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับอัศวิน เป็นกำลังรบสำคัญในสนามรบ และมักได้รับความเคารพมากกว่าอัศวินเสียอีก เพราะนักเวทย์เพียงคนเดียวสามารถสังหารทหารนับสิบได้ในพริบตา
แต่ตอนนี้เขากลับถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่ “มานาสำรอง” สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขามาก่อน
“แค่คำเตือน จำไว้ก็พอ”กิสเลนตอบเรียบ ๆ ก่อนจะหันไปมองสัมภาระที่เหลืออยู่ในรถม้าแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
“ขนสัมภาระของพวกเจ้าเอาเองซะ ถ้าไม่อยากให้ข้าทุบรถม้าพัง”
พูดจบ กิสเลนก็หมุนม้ากลับแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร
วาเนสซ่า ซึ่งกำลังชั่งใจว่าจะกลัวการแก้แค้นของนักเวทย์หรือเลี่ยงไม่ให้ยุ่งกับพวกเขา รีบเร่งฝีเท้าตามกิสเลนไป
เหล่าทหารรับจ้างที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ถอนอาวุธกลับแล้วเดินผ่านนักเวทย์พลางพูดจาเสียดสี
“ไอ้พวกคุณชายพวกนี้มายืนขวางทางทำไมกัน?”
“ไอ้พวกผอมแห้งนี่คือทหารรับจ้างเหรอ?”
“ได้ยินนายจ้างพูดอะไรเกี่ยวกับมานา ๆ นั่น หรือพวกนี้คือนักเวทย์?”
“ไม่น่าใช่ นักเวทย์จะมาทำอะไรในที่แบบนี้? คงแค่พ่อค้าร่ำรวยสักคนล่ะมั้ง”
เนื่องจากกิสเลนไม่ได้เอ่ยถึงคำว่า “หอคอย” และนักเวทย์เองก็ไม่กล้าเผยตัวตนที่แท้จริง ทหารรับจ้างที่อยู่ใกล้ ๆ จึงไม่รู้เลยว่ากำลังพูดจาเย้ยหยันใคร
อัลฟอยกัดฟันแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นขณะจ้องพวกทหารรับจ้าง