กปลดปล่อยจากร่างของเธอในตอนนั้น ทั้งยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม แรงกดดันที่น่ากลัวนี้ดูจะทำลายมิติได้ ทำให้ความนิรันดร์แตกร้าวและกระจายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้เหล่าผู้ปลุกพลังที่อยู่ภายในตำหนักบรรพชนนี้รู้สึกถึงความใจสั่น
โชคดีที่แรงกดดันนี้อยู่ไม่นาน
ครู่หนึ่ง เฉินซีเวยก็รีบระงับกลิ่นอายของตัวเองและลืมตาขึ้น
ทันใดนั้น เธอก็เห็นแสงไฟวิ่งผ่านไปในแววตา
ทว่าไม่นานนัก แววตาที่สดใสไปด้วยความตื่นเต้นก็หม่นหมองลงด้วยความคิดถึง
‘จุดสูงสุดของขั้นเทวะยุทธ์!’
‘ฉู่โม่ว… ฉันเป็นจุดสูงสุดของขั้นเทวะยุทธ์ได้แล้วนะ… เมื่อไหร่นายจะกลับมาล่ะ?’
เธอมองไปยังภูเขาซึ่งอยู่ไกลออกไปผ่านช่องหน้าต่างขณะครุ่นคิดกับตนเอง
นิ้วเรียวยาวไล้ไปตามรูปทรงหัวใจของจี้หยกที่ห้อยอยู่โดยไม่รู้ตัว มันคือหยกที่ฉู่โม่วมอบไว้ให้เธอตั้งแต่ตอนนั้น
เมื่อเห็นสิ่งนี้ หญิงสาวก็ราวกับได้เห็นชายผู้เป็นที่รัก
ทุกครั้งที่คิดถึงเขา หรือเบื่อหน่ายจากการฝึกฝน เธอจะหยิบมันขึ้นมาแล้วลูบเบา ๆ
สักพักหนึ่ง เฉินซีเวยก็รู้สึกว่าอารมณ์ของเธอเย็นลง ดังนั้นจึงหลับตาเพื่อฝึกฝนต่ออีกครั้ง
เธอรู้ว่าสุดที่รักของเธอมีพรสวรรค์มาก หากฉู่โม่วกลับมาวันใด หญิงสาวก็ไม่อยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ดังนั้นจึงฝึกฝนอยู่ตลอด
เธอต้องการไล่ตามเขาให้ทัน
ไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน ก็อยากจะยืนอยู่ข้าง ๆ เขาให้ได้
…
เวลาเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ
ไม่เคยหยุดแม้ว่าใครจะต้องการก็ตาม
สิ่