ค่อย ๆ มืดลง พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นราวกับคนที่สูญเสียจิตวิญญาณ
“เธอถูกฝังอยู่ที่ไหน พาฉันไปดูหน่อยสิ!”
ฉู่โม่วพูดด้วยเสียงแหบพร่า
กวนหนิงหนิงไม่ได้พูดอะไร เพียงเช็ดน้ำตาของเธอและนำทางชายหนุ่มไป
…
ณ หุบเขาลึกอันห่างไกลจากเมืองวสันตฤดู
รายล้อมไปด้วยเทือกเขา ทะเลสาบแสนงดงามและแมกไม้เขียวขจี
ในหุบเขานั้น
มีหลุมฝังศพอันโดดเดี่ยวอยู่ข้างสระน้ำที่เปี่ยมไปด้วยพลังจิตวิญญาณ
สุสานถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม ล้อมรอบด้วยตำหนักและทหารประจำการ พวกเขาล้วนแต่เป็นสมาชิกของตระกูลซู ซึ่งคอยพิทักษ์สถานที่แห่งนี้
ด้านหน้าของหลุมฝังศพมีชื่อของ ซูเจาเจา สลักไว้อยู่
ฉู่โม่วยืนระลึกอยู่หน้าหลุมฝังศพอย่างเงียบ ๆ เขาเห็นว่านอกจากชื่อแล้วยังมีข้อความเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งบนหลุมฝังศพ
‘ไม่รู้หรอกนะว่านายจะมาเยี่ยมฉันไหม แต่ถ้านายมา ได้โปรดอย่าเสียใจต่อหน้าฉัน หากเป็นไปได้ก็ขอให้นายยิ้มเข้าไว้ นั่นจะทำให้ฉันมีความสุขเช่นกัน’
“นี่เป็นข้อความสุดท้ายที่ซูเจาเจาทิ้งไว้ให้นาย”
กวนหนิงหนิงยืนข้างเขาและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฉู่โม่วไม่ได้พูดอะไร เพียงจ้องมองที่หลุมฝังศพด้วยแววตาเหม่อลอย จากนั้นยื่นมือออกไปสัมผัสคำว่า ‘ซูเจาเจา’ คำสามคำที่ถูกสลักไว้บนแผ่นศิลา และพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “เจาเจา เธอขอมากเกินไปแล้ว ให้ฉันมาเห็นเธอแบบนี้แล้วยังขอให้ฉันยิ้มอีกเหรอ”
ชายหนุ่มพึมพำ แต่ทันใดนั้น เขาก็ฝืนยิ้มออกมา
เป