้วงมิติ!”
ฉู่โม่วใช้สัมผัสห้วงมิติและสัมผัสได้ว่าชั้นแสงนี้ซ้อนทับไปด้วยชั้นจารึกมากมายซึ่งซับซ้อนเสียจนทำให้รู้สึกปวดหัว
‘เป็นจารึกที่ทรงพลังอะไรอย่างนี้!’
ชายหนุ่มตกตะลึง
จารึกขนาดใหญ่ตรงหน้าเขาเต็มไปด้วยจารึกภาพลวงตา จารึกกับดัก จารึกคุมขัง และจารึกสังหาร
‘แต่…’
‘โชคดีที่ฉันมีพรสวรรค์พลังเนตร!’
ฉู่โม่วเผยยิ้มออกมา
พลังเนตรของเขาสามารถมองผ่านจารึกและภาพลวงตาได้ทุกรูปแบบ แม้ว่าจารึกอันยิ่งใหญ่ตรงหน้าเขาจะซับซ้อนมาก แต่พลังเนตรของฉู่โม่วก็มองผ่านมันได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนี้
ฉู่โม่วใช้พลังเนตรและเดินเข้าไปในจารึกนั้น
ทุกก้าวเดินของเขาเหยียบลงไปบนจุดที่ปลอดภัยของจารึกและในไม่ช้าฉู่โม่วก็ผ่านจารึกนี้ไปได้
ตูม!
ทันทีที่เดินเข้าไป ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงรัศมีอันหนักหน่วงราวกับว่าภูเขาและทะเลกำลังถาโถมเข้ามาหาเขา
แรงกดดันนี้
ล้วนแพร่กระจายออกมาจากอาคารเหล่านี้
ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันอยู่ที่นี่มานานเท่าไร และอาคารแต่ละหลังก็เต็มไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาอันแข็งแกร่งราวกับว่ามันมาจากยุคสมัยที่บ้าคลั่งและยืนยาว
ฉู่โม่วมองไปรอบ ๆ
เขาเดินไปยังอาคารที่ใกล้ที่สุด
มันก็เป็นโบสถ์เช่นกัน
แต่ต่างไปจากห้องโถงสีขาวบริสุทธิ์ด้านนอก โบสถ์แห่งนี้ปลดปล่อยรัศมีสีม่วงออกมา โดยเฉพาะเหนือประตูโบสถ์ซึ่งมีสัญลักษณ์สายฟ้าอยู่
ตูม!
ตอนที่ฉู่โม่วก้าวขึ้นไปบนบันไดของประตูโบสถ์ เสียงหนึ่งก็ดังสนั่นขึ้นบนพื้นดิน
หลังจากนั้น
เข