นจะไม่ได้ไปตอบแทนบุญคุณซะแล้วสิ!”
เมื่อเห็นภาพนี้ หวังเฉิงก็อดถอนหายใจและคิดกับตัวเองไม่ได้
เขาหลับตาลงรอคอยความตายที่กำลังมาถึง
แต่ทว่า
ความเจ็บปวดที่จินตนาการเอาไว้กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งยังมีเสียงดังขึ้นไม่ไกลออกไป
ซึ่งทำให้หวังเฉิงต้องประหลาดใจและลืมตาขึ้นมามอง
สิ่งที่เขาเห็นทำให้ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเก่า
เขามองเห็นร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า กำลังค่อย ๆ เอากระบี่ในมือกลับเข้าไปในฝัก
สัตว์อสูรที่เล่นงานเขาจนไม่อาจตอบโต้ได้ถูกฟันโดยปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวจนมันแยกออกเป็นสองส่วน ร่วงไปกองกับพื้นพร้อมกับฝนเลือดห่าใหญ่ทันที
“นี่มัน…”
เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ
จนเวลาผ่านไปสักพัก ในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา เขารีบเดินไปตรงหน้าฉู่โม่วและกล่าวด้วยความเคารพ “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยชีวิตกระผมไว้!”
“ไม่เป็นไร แค่เรื่องเล็กน้อยน่ะ”
ฉู่โม่วโบกมือและถามด้วยความประหลาดใจ “ที่นี่อยู่ใจกลางเทือกเขา ทำไมถึงมาต่อสู้กับสัตว์อสูรในที่อย่างนี้ได้?”
“คือ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเฉิงก็ยิ้มแห้ง ๆ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะใจดีขนาดนี้ หาได้ยากจริง ๆ”
ฉู่โม่วพยักหน้าเบา ๆ และมองดูหวังเฉิงด้วยความชื่นชม
เส้นทางของการฝึกวิทยายุทธนั้นคือการต่อสู้กับสวรรค์ มนุษย์ โลก และทุกสรรพสิ่ง
ผู้ปลุกพลังส่วนมากนั้นมักทำตัวไร้ประโยชน์ แต่หวังเฉิงก็ยังมีความคิดเช่นนี้ ซึ่งหาได้ยากยิ่งนัก
“ขอบคุณสำหรับคำชม