ี่สุดก็ให้ข้าออกมาแล้ว!”
“พื้นที่ในถุงเก็บอสูรนั่นเล็กสิ้นดี ไหนจะให้ฉันต้องไปอยู่กับหมอนั่นอีก ไม่รู้หรือไงว่าฉันกลัวจะตายแล้วน่ะ!”
ในทันทีที่อาไต๋ถูกเรียกออกมา เจ้านกตัวน้อยก็บินไปเกาะไหล่ของฉู่โม่วพร้อมกับบ่นออดแอดเสียงแจ๋วราวกับไม่ได้พูดมานาน
ภายในถุงเก็บุอสูรนั้นมีความเล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งด้วยธรรมชาติของอาไต๋เป็นนกที่คึกคัก ดังนั้นพอต้องถูกจำกัดในพื้นที่เล็ก ๆ นี้ เธอจึงทำได้เพียงคลานหมอบอยู่บนพื้นเท่านั้น
นอกจากนี้ การที่ต้องอยู่กับอีกาสามขาทองคำตัวต่อตัวนั้น ก็ทำให้มันที่เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าถูกกดดันด้วยสายเลือดผู้ปกครองของอีกฝ่ายตลอดเวลาด้วย แม้จะเป็นอสูรรับใช้ด้วยกัน แต่นกล่าสมบัติก็ไม่อาจจะมองข้ามแรงกดดันนี้ไปได้
“ขอโทษที่ทำให้ต้องอึดอัดใจนะ เอ้านี่ รางวัล”
ฉู่โม่วลูบหัวอาไต๋แล้วหยิบเอาเมล็ดข้าววิญญาณออกมาจากในมิติพกพา
“ขอบคุณค่ะ นายท่าน!”
อาไต๋แววตาเป็นประกาย มันรีบกระโดดลงมาบนฝ่ามือของฉู่โม่วและเริ่มก้มหน้าจิกข้าวกินอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ปล่อยให้เธอกินเสร็จแล้ว ฉู่โม่วก็ถามขึ้นมา “อาไต๋ เธอพอจะสัมผัสถึงสมบัติบริเวณนี้ได้หรือเปล่า?”
ได้ยินเช่นนั้น
นกน้อยก็เริ่มตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบด้วยพลังของตน ไม่นานนักมันก็พูดขึ้น “อา นายท่าน ฉันรับรู้ได้ถึงอณูแห่งชีวิตที่หนาแน่นในบริเวณนี้ รู้สึกได้เลยล่ะค่ะว่าต้องมีสมบัติอยู่มากมายเต็มไปหมดแน่ ๆ!”
คำตอบของเธอทำเขาตื่นเต้น