รบกับซุส ราวกับรูปปั้นที่จมอยู่ในความเงียบสงัดกำแพงด้านนอกของด่านเฉินหนาน“……ชิงอวี๋ นายเห็นหรือเปล่า?”เฉาเยวียนมองไปยังสนามรบที่อยู่ไกลออกไป สักพักก็สงบสติจากความตกใจได้ “พั่งพั่งกลายเป็นหลิงเป่าเทียนจุนแล้ว?!”“……ฉันมองไม่เห็น แต่ฉันได้ยิน” อันชิงอวี๋เช็ดคราบเลือดที่มุมตา พยายามลืมตาอย่างยากลำบาก “เมื่อครู่ฉันพยายามวิเคราะห์สภาพร่างกายของเขา แต่กลับเห็นบางสิ่งที่ไม่คาดคิด… ถ้าไม่รีบหลับตาล่ะก็ ดวงตาคู่นี้คงพิการไปแล้ว”“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”“ไม่รู้ แต่ฉันสังหรณ์ใจบางอย่าง” อันชิงอวี๋แบกโลงศพสีดำ ค่อยๆ ยืดตัวขึ้น เสื้อคลุมสีแดงเข้มลอยลงมาจากท้องฟ้า ตกลงบนซากปรักหักพังไม่ไกลจากด้านหน้าของเขา “พั่งพั่ง……อาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว”เมื่อได้ยินประโยคนี้ มอลลี่ที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นสั่นสะท้าน มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้เธอเลื่อนสายตาจากร่างนั้น มองลงที่มือของตน เครื่องรางไม้จันทน์ที่คุ้นเคยยังคงสลักตัวอักษรสี่ตัวคุ้นเคย‘ภรรยา มอลลี่’คำว่า ‘ขอโทษ’ ยังคงเดิม แต่ประโยค ‘รอผมกลับมานะ’ กลับหายไปราวกับมีมือใครบางคนลบมันออกไปนัยน์ตาของมอลลี่หดเล็กลงเล็กน้อย เสียงของไป๋หลี่พั่งพั่งดูราวกับวนเวียนอยู่ในหู‘ขอโทษนะ…’‘ไม่ต้อง… รอผมกลับมาแล้ว’นี่คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ไป๋หลี่พั่งพั่งมอบให้เธอ และเป็นบทสรุปของเรื่องราวนี้ท่ามกลางสายลมที่พัดกระโชก มอลลี่ยืนอยู่บนกำแพงที่เป็นซากปรักหักพัง น้ำตาร่วงลงมาดุจสายฝ