ยกแม้แต่หยดเดียวหวังชิงกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังคาบ้านหลังหนึ่งอย่างเบาหวิว มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเสื้อฮู้ด เป่าฟองสบู่จากปาก มองทุกคนด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มบนยอดสูงสุดของเมืองจำลองแห่งนี้ ร่างของคนที่ถือกระบองสีดำค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสง่างามราวกับต้นสนแข็งแกร่ง ยืนนิ่งไม่ไหวติงท่ามกลางคลื่นทะเลที่ม้วนตัวพลังระดับยอดของมนุษย์ทั้งสี่สายพุ่งลงกระแทกผิวน้ำทะเลอย่างรุนแรงโดยไม่มีการยั้งมือแม้แต่น้อย หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ รู้สึกราวกับมีภูเขาสี่ลูกกดทับลงบนบ่า ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆนี่คือคำเตือนจากผู้บัญชาการใหญ่ทั้งสี่“หลินชีเยี่ย” เสียงของหลี่เคิงเชียงดังมาจากหอระฆังอย่างนิ่งสงบ แทรกผ่านคลื่นทะเล ดังชัดเจนเข้าสู่โสตประสาทของหลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ “พวกนาย… จะทำอะไร?”บนปลายเมฆพลิกกาย หลินชีเยี่ยมองร่างน่าเกรงขามทั้งสี่ สูดหายใจลึก แล้วเอ่ยทีละคำ “พวกเราจะออกไป”“ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะ” หลี่เคิงเชียงหรี่ตาลง น้ำเสียงเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ“การออกไปจากที่นี่จะผลักทั้งหน่วยของพวกนายลงสู่เหวลึก นายเป็นหัวหน้าหน่วย แต่กลับเห็นแก่ตัวขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของหน่วยบ้างเหรอ?”“นี่ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว”หลินชีเยี่ยมองหน้าหลี่เคิงเชียงแล้วพูดอย่างจริงจัง“แม้การอยู่ที่นี่จะปกป้องความปลอดภัยของพวกเราทุกคนได้จริง… แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งหน่วยม่านราตรีมีคนเ