ืองใหญ่ หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ ไม่สะดวกที่จะใช้พลัง และการเทเลพอร์ตของมิคาเอลดูเหมือนจะโดดเด่นเกินไป หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นชิงจู่ก็ชี้ไปยังรถแท็กซี่ที่จอดอยู่ริมถนนไม่ไกลนัก ก่อนจะพูดว่า “เราใช้รถคันนั้นก็ได้ตอนนี้รถคันนั้นเป็นของตระกูลไป๋หลี่แล้ว”หลังจากฟังคำอธิบายของพวกอันชิงอวี๋ หลินชีเยี่ยรู้สึกทั้งขำทั้งอยากร้องไห้ในเวลาเดียวกัน เขารีบขึ้นรถและนั่งบนที่นั่งคนขับ อันชิงอวี๋และเสิ่นชิงจู่นั่งที่เบาะหลัง พวกเขาเอาโลงศพใส่ไว้ในกระโปรงหลัง เหลือที่นั่งข้างคนขับไว้ให้มิคาเอลตอนนี้มิคาเอลยืนอยู่ข้างรถแท็กซี่เพียงลำพัง จ้องมองประตูรถตรงหน้าอย่างไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนกำลังคิดว่าจะใช้สิ่งนี้อย่างไรหลินชีเยี่ยเห็นมิคาเอลยืนอยู่นอกรถและไม่ขยับเสียที จึงเตือนอีกครั้งว่า “ขึ้นรถเถอะครับ”มิคาเอลครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเลียนแบบท่าทางของคนอื่นๆ จับที่มือจับประตูและดึงเบาๆแกร็ก!ประตูรถทั้งบานถูกเขาดึงออกมาและกำไว้ในมือดูเหมือนมิคาเอลจะรู้สึกว่าขั้นตอนของตนไม่เหมือนกับหลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ พระองค์ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วนั่งลงที่เบาะข้างคนขับด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือขวาที่กำประตูรถไว้มีแสงสีทองวาบขึ้น ประตูรถก็ถูกซ่อมให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม“ไปกันเถอะ” มิคาเอลเอ่ยเสียงเรียบสายลมอ่อนๆ บนภูเขาพัดผ่านหน้าต่างรถที่เปิดอยู่ ทั้งสามคนในรถอ้าปากค้างด้วยความตกใจ…หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็จอดที่หน้าประตูส