ทั้งสองคน“คุณลู่?”“ลู่อู๋เหวย?”ทั้งสองคนเห็นร่างที่คุ้นเคยนั้น จึงชะงักอยู่กับที่แกร๊ก!ลู่อู๋เหวยดันหน้ากากหมวกกันน็อคขึ้น แล้วกดแตรสองครั้ง ก่อนจะสะบัดหัวแล้วเก๊ก“ขึ้นรถ”“……” หลินชีเยี่ยลังเลชั่วครู่ “คุณลู่ครับ รถของคุณ……จะฝ่าออกไปได้เหรอครับ?”“ได้”“จักรยานไฟฟ้านั่งได้แค่สองคน แต่พวกเรามีสามคน” หน้ากากหวังอดไม่ได้ที่จะเตือน“บนที่ราบฟ้าสูง ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดกฎระเบียบขนาดนั้น ไม่มีตำรวจจราจรมาหยุดพวกเราหรอก” ลู่อู๋เหวยยักไหล่ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ขึ้นรถ”หลินชีเยี่ยและหน้ากากหวังสบตากัน เห็นกูลรอบข้างเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จึงกัดฟันแล้วก็เบียดขึ้นไปปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!แตรของจักรยานไฟฟ้าดังขึ้นอีกครั้ง จักรยานไฟฟ้าคันเล็กๆ บรรทุกสามคน ค่อยๆ แล่นไปทางประตูแห่งการนำพาเมื่อรถออกตัว หลินชีเยี่ยก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติความเร็วนี้ ยังไม่ถึงครึ่งของเมฆพลิกกายเลย!ด้วยความเร็วแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกกูลไล่ตามทัน แล้วพวกเขาจะไม่ติดกับดักเหรอ?“คุณลู่ครับ ให้คุณขึ้นเมฆพลิกกายของผมดีกว่าไหม?” หลินชีเยี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ย พร้อมจะเรียกก้อนเมฆออกมา“อย่าขยับ” ลู่อู๋เหวยเอ่ยอย่างจริงจัง “อยู่บนรถคันนี้จะปลอดภัยที่สุด ไม่อย่างนั้นพวกคุณจะถูกลูกหลงเข้า……”“ลูกหลง?” หลินชีเยี่ยชะงัก “ลูกหลงอะไร?”คำพูดเพิ่งจะจบลง ประตูแห่งการนำพาที่ถูกฟันจนเป็นรอยแยกก็พลันเปล่งแสงสีแดงฉานออกมา ราวกับดวงอาทิตย์ที่สว่างจ้า