กฤตชีวิตและความตาย ฮ่าๆๆ……”ที่มุมหนึ่งของค่ายฝึกอบรม ไป๋หลี่พั่งพั่งได้ยินเสียงนี้ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆข้างๆ เขา เฉาเยวียนกลอกตาเงียบๆ “นายหัวเราะอะไร? ถ้าปีนั้นโยนนายเข้าไปในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นายก็คงจะเหมือนพวกเขา ตกใจจนหน้าซีดเผือดเหมือนกัน”“ไม่หรอก ปีนั้นเขาน่าจะเริ่มแจกนาฬิกาโรเล็กซ์ไปทั่วแล้ว น่าจะได้รับความคุ้มครอง”หลินชีเยี่ยมือจับด้ามดาบ [จั่นไป๋] เดินออกมาจากความว่างเปล่า พูดพร้อมรอยยิ้ม “พูดอะไรเหลวไหล? พั่งพั่งยังมีความสามารถในการป้องกันตัวเองอยู่นะ!”“ใช่ๆๆ ตอนนั้นผมมีวัตถุต้องห้ามมากกว่าใครทั้งนั้น”“วัตถุต้องห้ามแล้วไงล่ะ? วัตถุต้องห้ามก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังความสามารถนะ!”“ชีเยี่ย นายเสร็จธุระทางนั้นแล้วเหรอ?” อันชิงอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็น หลินชีเยี่ย มาถึงจึงเอ่ยถามขึ้น“อืม บรรยากาศตอนนี้ก็พร้อมแล้ว” หลินชีเยี่ยพยักหน้าแล้วมองไปทางหอประชุมใหญ่กล่าวช้าๆ ว่า“ต่อจากนี้……ก็ขึ้นอยู่กับการแสดงของพี่ใหญ่กับเจียงเอ่อร์แล้ว”……สิบนาทีต่อมาหอประชุมที่สามารถจุคนได้ถึงห้าร้อยคน แต่ตอนนี้กลับมีแค่ร้อยกว่าคนที่นั่งอยู่รอบๆ อย่างอิดโรย ดวงตาเลื่อนลอยมองไปที่เพดาน ราวกับรูปปั้นที่จมอยู่ในภวังค์แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนั้นในจำนวนนั้น ติงฉงเฟิงที่เพิ่งคุยกับทหารใหม่ทั้งค่ายฝึกอบรมเสร็จ ลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเอง มองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย“ซูหยวน ตอนนี้สถานกา