พรรดิประกาศิตสวรรค์พระราชทานนามให้เจ้า ก็เพราะเห็นว่าคุณชายเก้าสิ้นชีพไปแล้ว จึงหวังให้ตระกูลเซียวกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง… นามนี้แฝงไว้ด้วยความคาดหวังของราชวงศ์ และยังเป็นความคาดหวังและการเคี่ยวเข็ญต่อตระกูลเซียวด้วย…”
นางไม่ได้พูดต่อ
ความคาดหวังอันหนักอึ้งนี้ ตกอยู่บนบ่าของบุตรชายนาง ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่า วันนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากเพียงใด ในอนาคตก็ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลเพียงนั้น!
เซียวเหยียนมองความเศร้าหมองระหว่างคิ้วของแม่นางน้อย ในตอนนี้ นางไม่ใช่ฮูหยินเจ็ดผู้เป็นที่เคารพของจวนขุนพลเทวะ ไม่ใช่นายพลหญิงหน้าเหล็กที่ทำให้ผู้คนในสนามรบต้องขวัญผวา แต่เป็นเพียงมารดาธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่อาจพูดได้ ทำได้เพียงซุกศีรษะเข้ากับอกของนางให้แน่นขึ้น
พยายามใช้ไออุ่นจากร่างกายเพื่อปลอบประโลมนาง
เมื่อรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวในอ้อมแขน ซูหว่านเยว่ก็ก้มหน้าลงมองแพขนตายาวงอนและใบหน้างดงามของบุตรชาย ดวงตาของนางพลันอ่อนโยนลงในทันที
นางกอดเซียวเหยียนโยกตัวไปมาเบาๆ มือเรียวงามลูบไล้ปลอบโยนทารกน้อย ราวกับกำลังปลอบประโลมจิตใจของตนเอง
“ไม่ว่าอย่างไร แม่จะคอยช่วยเหลือเจ้า… บิดาของเจ้าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขต