ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด……เสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดังก้องอยู่ในห้อง เสิ่นชิงจู่เปิดประตูห้องผู้ป่วยและเดินออกไปยังระเบียงด้านนอก“เป็นยังไงบ้าง?” หลินชีเยี่ยลุกขึ้นยืนแล้วถาม“พ้นขีดอันตรายแล้ว”สีหน้าของทุกคนผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไป๋หลี่พั่งพั่งอดรำพึงไม่ได้“ไม่คิดเลยว่า ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างกล้าหาญคนนี้ จะเป็นสายลับจริงๆ ผมนึกว่าเขาแค่ซื่อบื้อเฉยๆ……”เฉาเยวียนที่อยู่ด้านข้างเบ้ปาก “นายคิดว่าคนอื่นจะเหมือนนายหรือไง?”“??? เหล่าเฉา นายกำลังหาเรื่องใช่ไหม? ไม่งั้นเราไปหาที่สักแห่งแล้วประลองกันดีไหม?”มุมปากของเฉาเยวียนกระตุกเล็กน้อย “รออีกสองวัน”“รอสองวัน? รอสองวันแล้วจะทำอะไร… หืม?” ไป๋หลี่พั่งพั่งนึกบางอย่างขึ้นได้ มองเฉาเยวียนอย่างสงสัย “นายจะ……ก้าวข้ามขีดจำกัดแล้วใช่ไหม?”“ตอนที่ฝึกซ้อมในโกดัง ฉันก็สัมผัสถึงขอบเขตได้แล้ว หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น……”เฉาเยวียนก้มมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง “ฉันรู้สึกว่า อีกไม่กี่วันนี้แหละ ฉันจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้แล้ว”“เอ่อ… เหล่าเฉา เมื่อกี้ผมแค่ล้อเล่นน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า……”ล้อเล่น……ถ้าต่อสู้ข้ามขอบเขตไปหนึ่งขั้นก็ยังพอว่า แต่ถ้าเป็นขอบเขตเดียวกัน ใครจะกล้าสู้กับเฉาเยวียนที่อยู่ในสภาวะคลุ้มคลั่ง?อืม ยกเว้นพี่หลาน“แค่ก แค่ก แค่ก……”เสียงไอเบาๆ ดังมาจากอีกฟากของเก้าอี้ ทุกคนหันไปมองโจวผิงที่นั่งเงียบๆ อยู่ก้มหน้าไอ“ท่านปรมาจา