รรยากาศตกอยู่ในความเงียบสงัด“พวกเราจะบุกเข้าไปที่ฐานของหน่วยที่ติดอันดับท็อปเท็นของต้าเซี่ย โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว แล้วก็ลุยเข้าไปต่อยกับพวกเขาเลยงั้นเหรอ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเบิกตากว้าง “นี่มันต่างอะไรกับโจรปล้นกัน?!”“ต่างกันตรงที่พวกเราแค่ต่อยกัน ไม่ได้ปล้นของ” อันชิงอวี๋พูดเสียงเรียบ“จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ป่าเถื่อนขนาดนั้นหรอก” โจวผิงพูดอย่างลำบากใจ “เยี่ยฟ่านให้ฉันไปติดต่อกับหน่วยพวกนั้น อธิบายจุดประสงค์ แล้วก็ปรึกษากันเรื่องรายละเอียดของการท้าสู้……”เฉาเยวียนถอนหายใจโล่งอก “งั้นก็ดีแล้ว แค่คุณเปิดเผยตัวตนว่าเป็นปรมาจารย์กระบี่ พวกเขาก็ต้องยอมแน่นอน”“เยี่ยฟ่านห้ามฉันเปิดเผยตัวตน” โจวผิงเสริมอีกประโยคหลินชีเยี่ย “……”หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ มองหน้ากันเงียบๆอืม งั้นก็ลุยเข้าไปเลยดีกว่าพวกหลินชีเยี่ยรู้จักอาการกลัวสังคมขั้นรุนแรงของโจวผิงดีอยู่แล้ว เขาเป็นคนที่พูดแค่สามประโยคก็จะหยิบกระเป๋าวิ่งหนี ในสถานการณ์ที่ไม่เปิดเผยตัวตน การหวังให้เขาไปเจรจากับหน่วยพิทักษ์ราตรีที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของพวกเขา……แค่ไม่ถูกไล่ออกมาก็ดีถมเถแล้วหลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ อยู่กับเขามาสองเดือนกว่า พฤติกรรมของโจวผิงก็แค่อยู่ในระดับ ‘ไม่หนีไป’ เท่านั้น ทุกครั้งหลังเลิกเรียน เขาก็จะรีบกลับห้องแล้วปิดประตูทันที นอกจากการอธิบายที่จำเป็น อีกฝ่ายแทบจะไม่สนทนาอะไรกับพวกเขาเลย“ท่านปรมาจารย์กระบี่……ท่านปรมาจารย์กระบี่?” หลินชี