ายงานใช้เวลาแค่สิบนาทีก็จบแล้ว ส่วนเวลาที่เหลืออีกหลายชั่วโมง ท่านผู้เฒ่าก็ชวนพวกเราคุยและดื่มชาตลอด……ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าท่านคิดอะไรอยู่”พูดจบ อู๋เซียงหนานก็มองไปที่เฉินมู่เหยี่ยในครัวอย่างมีนัยยะในช่วงสิบนาทีสุดท้ายของการสนทนา เฉินมู่เหยี่ยตั้งใจให้อู๋เซียงหนานออกไปจากที่นั่น เขาสงสัยมากว่าที่นักปราชญ์ดื่มชากับพวกเขาทั้งบ่ายก็เพื่อสิบนาทีนี้‘แต่หนึ่งในห้ามนุษย์ที่อยู่จุดสูงสุด จะมีอะไรคุยกับหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรีของเมืองเล็กๆ ธรรมดาแห่งหนึ่งกันนะ?’แม้อู๋เซียงหนานจะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้ถามด้วย หากเรื่องนี้เฉินมู่เหยี่ยพูดได้ เขาก็คงพูดไปแล้วตอนนี้ เขาทำได้แค่ทำเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น“แล้วเขาออกจากเมืองชางหนานไปแล้วหรือยัง?” หงอิงถามต่อ“ไม่รู้สิ การเคลื่อนไหวของท่านผู้เฒ่าไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะคาดเดาได้” อู๋เซียงหนานยักไหล่“เจ้าโง่”“……?”ขณะที่สายตาของทั้งสองคนปะทะกัน หลินชีเยี่ยก็มองไปที่เวินฉีโม่แล้วพูดขึ้นทันที“เอ่อใช่ ได้ยินว่าในเมืองมีสิ่งลี้ลับปรากฏตัวอีกแล้วเหรอ?”“ยังไม่แน่ชัด” เวินฉีโม่ถอนหายใจ “เช้านี้มีคนแจ้งความว่าพบศพที่ลานหลังร้านเหล้าแห่งหนึ่งทางด้านตะวันออกของเมือง นิ้วทั้งสิบของผู้ตายถูกตัดออก ร่างทั้งร่างถูกตรึงไว้กับกำแพง สีหน้าตอนตายดูหวาดกลัวมาก ราวกับเห็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างสุดขีด”หลินชีเยี่ยพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “แค่นี้ก็ยากที่จะบอกได้ว่า