ไป๋หลี่พั่งพั่งเห็นว่าเป็นมอลลี่ ดวงตาพลันเปล่งประกาย พยักหน้าหงึกหงักทหารหญิงอีกคนจูงมือมอลลี่ ส่วนคนหลังก็จูงมือไป๋หลี่พั่งพั่ง คนทั้งสามถอยไปทางกำแพงอย่างเงียบเชียบ เห็นคลื่นระลอกหนึ่งกระเพื่อมออกจากผนัง ร่างของทั้งสามก็หายวับไปในนั้นผ่านกำแพงนั้นมา ไป๋หลี่พั่งพั่งมาถึงระเบียงของห้องนอนห้องหนึ่ง เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง มอลลี่ก็รีบปิดปากเขาแน่นพลางส่ายหน้าเบาๆตึก ตึก ตึก!อีกด้านของกำแพง เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงลากของหนักดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันหยุดเท้าอยู่หน้ากำแพงที่ทั้งสามคนซ่อนตัวอยู่ ราวกับกำลังสัมผัสอะไรบางอย่างไป๋หลี่พั่งพั่งเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง จึงกลั้นหายใจ ยืนนิ่งอยู่กับที่ มอลลี่และทหารหญิงอีกคนก็เช่นกันครู่หนึ่งผ่านไป เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปไกล……จนกระทั่งมั่นใจว่ามันเดินไปไกลแล้ว มอลลี่จึงปล่อยมือที่ปิดปากเด็กหนุ่ม ไป๋หลี่พั่งพั่งกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนจะเสียดายเล็กน้อย และยังคงลิ้มรสสัมผัสเมื่อครู่……“นายตะโกนเสียงดังขนาดนั้น อยากตายหรือไง?” มอลลี่จ้องตาเขม็ง นึกถึงพฤติกรรมโง่เขลาที่อีกฝ่ายตะโกนเสียงดังเมื่อครู่ จึงด่าทอแผ่วเบาไป๋หลี่พั่งพั่งเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ผมจะไปรู้ได้ยังไงว่าห้ามส่งเสียง……ว่าแต่ มันคืออะไรน่ะ?”“สิ่งลี้ลับขั้นชวน” มอลลี่สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “พวกเราเรียกมันว่า ‘นักล่าเสียง’”“นักล่าเสียง?”“ผู้ล่าแหล่งกำเนิดเ