มี!”“แปลกจัง…”…นอกโรงเรียนมัธยมที่สองเหลิ่งเซวียนนั่งอยู่ในมุมลับตาคน แล้ววางป้ายประกาศลง ใช้มีดกรีดที่ปลายนิ้วเบาๆ เลือดไหลซึมออกจากบาดแผลเขาทำหน้าตาย ยื่นมือออกไปวาดเส้นยาวบนป้ายประกาศ“เมื่อก่อน อาจ้าวทำยังไงนะ…” เหลิ่งเซวียนรำพึงกับตัวเอง ใคร่ครวญครู่หนึ่งประกบมือเข้าหากัน!แล้วกดลงไป!“ผนึกต้องห้าม [น่านฟ้าไร้แดน]”หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที…สิบวินาทีผ่านไป ป้ายประกาศก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆเหลิ่งเซวียนมุมปากกระตุก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “หรือว่าเลือดไม่พอ?”ดังนั้นเขาจึงดึงมีดออกมา กรีดที่มือซ้ายอีกครั้ง ลากเส้นแนวนอนบนป้ายประกาศ“ผนึกต้องห้าม [น่านฟ้าไร้แดน]!”ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆเหลิ่งเซวียนตบไปที่ป้ายประกาศอย่างหมดความอดทน ราวกับกำลังตีโทรทัศน์รุ่นเก่าที่เสียหลังจากตบไปสองสามที ป้ายประกาศพลันสั่นไหวเล็กน้อย ผืนผ้าใบที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อกับป้ายประกาศอีกสองอัน ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าเหนือโรงเรียนมัธยมที่สอง“คราวนี้ใช้ได้แล้ว” เหลิ่งเซวียนลุกขึ้นยืนอย่างพอใจ พลางเงยหน้ามองไปที่ไกลๆ ก็ตกตะลึง“เอ๊ะ? ทำไม [น่านฟ้าไร้แดน] ครั้งนี้ถึงมีสีแปลกๆ…”…“บ้าจริง! ดูนั่น! ทำไมท้องฟ้าถึงกลายเป็นสีเขียวเนี่ย?!”“จริงด้วย! อัศจรรย์มากเลย!”“เร็วเข้า ถ่ายรูปเร็ว!”“ใครกันนะที่โชคร้ายโดนสวมหมวกสีเขียวใบโตขนาดนี้?”“มันต้องเขียวขนาดไหน ถึงจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้เนี่ย?”…ท้องฟ้าที