เรือเหาะทะยานแหวกม่านเมฆไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง ทิ้งลำแสงสีขาวขุ่นของอนุภาคลมที่ถูกพ่นออกมาเป็นหางยาวเหยียดไว้เบื้องหลัง
สรรพสิ่งบนพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรืออาคารบ้านเรือน ล้วนย่อส่วนลงจนกลายเป็นเพียงจุดสีดำเล็กจ้อย แม้แต่บึงมรณะที่กริมอาศัยคลุกคลีมานานถึงหกปี ในเวลานี้เมื่อมองลงมาจากมุมสูง ก็เป็นเพียงบ่อน้ำเน่าๆ ที่ถูกเมฆหมอกอึมครึมปกคลุมไว้เท่านั้น
การหมกตัวอยู่ในบึงมรณะนานเกินไป ทำให้กริมรู้สึกแปลกแยกกับโลกภายนอกอยู่บ้างเมื่อต้องกลับออกมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง
เมื่อเรือเหาะไต่ระดับขึ้นจนแตะเพดานบิน กริมที่ยืนเกาะกราบเรืออยู่ก็สามารถกวาดสายตามองเห็นทัศนียภาพของผืนแผ่นดินเบื้องล่างในรัศมีเกือบร้อยลี้ได้อย่างชัดเจน นอกเหนือจากเขตบึงมรณะที่ถูกหมอกหนาทึบปิดกั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าแล้ว กริมยังมองเห็นหมู่บ้านมนุษย์กระจายตัวเป็นหย่อมๆ และเมืองขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ผืนดินสีเข้มตัดกับทุ่งข้าวสาลีสีเขียวขจีแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา โดยมีโรงสีและกังหันลมขนาดเท่าหัวแม่มือตั้งประดับอยู่เป็นระยะ บนถนนที่ทอดยาวราวกับสายริบบิ้นสีเงิน มีขบวนรถม้าขนาดเท่ามดงานเดินเรียงรายกันไปอย่างเชื่องช้า
ทิศทางที่เรือเหาะกำลังมุ่งหน้าไปคือ… ทิศใต้
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปทางทิศใต้ สีเขียวบนพื้นดินก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น ทว่าร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์กลับยิ่งเบาบางลง รอบๆ จุดรวมตัวของมนุษย์แต่ละแ