ห้แม่นางสามสี แม่นางสามสีก็รับไว้โดยไม่ขัดศรัทธา ไม่ได้คิดถึงเรื่องควรไม่ควร จึงไม่เหลือเงินให้เขาสักแดง ปล่อยให้เขาเดินทางกลับไปตัวเปล่าตั้งหลายวัน เช่นนั้นก็ดูจะเกินไปหน่อย
คราวนี้ขึ้นมาเยี่ยมเยียนก็ตอบแทนเขาสักหน่อย ไหนจะเพราะอีกฝ่ายให้การต้อนรับ เลี้ยงอาหารสองมื้อ ให้ที่พักแรมหนึ่งคืน
ซ่งโหยวละสายตากลับมา เห็นว่าสาวใช้ยังคุยกับชายหนุ่มร่ำรวยผู้นั้นอย่างรื่นรมย์ กระทั่งเห็นว่านักพรตกำลังจ้องมองมา นางจึงหัวเราะเบาๆ แล้วปลีกตัวออกจากชายผู้นั้นได้
ซ่งโหยวทอดมองออกไปยังลานด้านนอก
ชาวบ้านยังแห่ขึ้นเขามาเป็นระลอก บ้างเบียดอยู่หน้าวิหารเทพสายฟ้า บ้างยืนคุยกันในลาน หากจะจุดธูปก็ยังพอแทรกเข้าไปได้บ้าง แต่ถ้าจะอธิษฐานก็ต้องต่อแถวกันไปคุกเข่าบนเบาะ
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวส่ายหัวแล้วเดินออกจากวิหารหลักไป
“แม่นางสามสี!”
เขาหันกลับไปเรียกเจ้าแมว
มีเสียงเล็กๆ ดังแว่วมาจากบนหลังคากระเบื้อง เห็นว่าเจ้าแมวสามสีกำลังจ้องเขาตาเขม็ง
“ไปบอกลานักพรตมู่อวิ๋นจื่อ เราจะออกเดินทางกันแล้ว”
“เมี๊ยว!”
แมวน้อยกระโดดลงมาอย่างไม่ลังเล ท่วงท่าของนางอ่อนช้อยยิ่งนัก ทั้งสี่เท้าแตกลงบนพื้นอย่างอ่อนโยน นางเหลียวซ้ายแลขวาเล็กน้อยแล้ววิ่งมาหาซ่งโหยวทันที
แม่นางหว่านเจียงเห็นดังนั้นก็เร่งฝีเท้าตามไป โดยมีสาวใช้คอยเดินตามอย่างสำรวม
ทั้งคณะไปกล่าวอำลานักพรตมู่อวิ๋นจื่อ
ชาวบ้านในลานต่างก็พากันชำเลืองมอง