ผ้าไหมสีแดงดอกไห่ถึงสองพับนั้นถือเป็นของล้ําค่ายิ่งนัก
เป็นของขวัญวันเทศกาลที่ท่านอาหญิงซึ่งแต่งเข้าวังสู่ องในฐานะ พระชายา ส่งมากํานัลแด่ฮูหยินผู้เฒ่าโดยเฉพาะ ว่ากันว่าเป็นผ้าทอแบบใหม่ ที่ ‘กรมทอผ้าหลวง’ เพิ่งจะส่งเข้าวังในปีนี้เอง พระชายาสู่อ๋องได้รับพระราช ทานมาเพียงสี่พับ ก็ทรงแบ่งครึ่งหนึ่งส่งมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าด้วยความกตัญญู
ในวันที่ผ้าไหมถูกส่งมาถึงจวน บรรดาสตรีในจวนล้วนได้เห็นกับตา…
เนื้อผ้าละเอียดประณีตสีสันเปล่งประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน ต่อให้
พวกนางจะเคยผ่านหูผ่านตาของดีมานับมิถ้วน ทว่าก็ยังอดมิได้ที่จะร้อง
อุทานชมเชยด้วยความตื่นตา
เนื่องจากผ้ามีจํานวนจํากัดนัก จะมอบให้ผู้ใดก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ
สม ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเก็บรักษาไว้ในหีบส่วนตัวตลอดมา
ใครเลยจะคาดคิดเล่าว่า…. วันนี้ท่านจะยกให้ลู่เจินเจินไปง่ายๆ เช่นนี้? ไม่ต้องพูดถึงฮูหยินทั้งสามท่าน แม้แต่เหล่าสะใภ้ทั้งสามคนก็ยังมีสี
หน้าไม่สู้ดีนัก
หูชื่อตั้งสติได้ก่อนใคร นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะฉาบใบหน้าด้วย รอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา
สะใภ้รอง ซุนชื่อ’ นั้นถือตัวเย่อหยิ่งที่สุด แม้ในใจจะขุ่นเคือง แต่ก็ถือ ว่าตนเองมีชาติกําเนิดสูงส่ง ผ้าไหมสีแดงให้ถังนั้นต่อให้เลิศเลอเพียงใดก็เป็น เพียงของนอกกาย เหตุใดนางต้อง “ลดตัว” ลงไปยื้อแย่งกับลู่เจินเจินที่เป็น เพียงบุตรสาวอนุยุนนาง น าให้เสียเกียรติด้วยเล่า?
นางเพียงแค่นเสียง