ายใจพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม นั่นคือสิ่งที่ข้าตั้งใจ” ฉินอินพยักหน้ายิ้ม
เจิ้งอี้ฝานหรี่ตาพร้อมกล่าวอย่างเคารพ “ฝ่าบาท กระหม่อมแนะนำว่าหากต้องการเจรจาเพื่อสันติภาพ เช่นนั้นควรคืนองค์หญิงเพียงคนเดียว และเก็บอีกคนไว้เป็นตัวประกันในมือเสมอ หากเผ่าปีศาจเข้าจู่โจมอีกครั้ง เราสามารถใช้ประโยชน์จากนางและกำแพงเหล็กเพื่อเอาชนะได้”
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิงจี้สิงประสานหมัดกล่าว “สองกองทัพหลักของเผ่าปีศาจมีอสูรเกราะราวสี่แสนตน ปีที่ผ่านมามีสงครามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่แม่น้ำต้าวเจียง พวกมันโจมตีจักรวรรดิอี้เหอในมณฑลหลิงหนานและเผชิญหน้ากับกองทัพของหลงเซียนหลินจนได้รับความเสียหายรุนแรง อีกทั้งผู้บัญชาการหลินจัดการอสูรเกราะในทุ่งอัคนีราวหกหมื่นตน ทำให้อสูรเกราะลดลงจากสี่แสนเหลือเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นตน เผ่าปีศาจไม่ได้แข็งแกร่งเฉกเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว”
“อืม”
ฉินอินยิ้มพร้อมกล่าวว่า “ผู้บัญชาการเฟิงกล่าวได้ดี ท่านคิดว่าเราควรส่งผู้ใดไปเจรจากับปีศาจ?”
“ต้องเป็นคนที่พูดจาฉะฉานและเข้าใจ” ถังหลานกล่าว
เจิ้งอี้ฝานประสานหมัด “กระหม่อมยินดีใช้ทักษะที่มีเพื่อเป็นทูตไปเจรจาพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินอินตกใจ “ท่านเสินโหวเพิ่งกลับเ