งมาก ทว่าทั้งสองยังคงเคารพในตัวหลินมู่อวี่ ตอนนี้หลินมู่อวี่อายุยี่สิบหกแล้ว เขากลับมายังวิหารศักดิ์สิทธิ์ด้วยขอบเขตนภาขั้นสูงสุดพร้อมบรรลุได้ทุกเมื่อ ซึ่งการบรรลุสู่ขอบเขตปราชญ์ทั้งที่อายุไม่ถึงสามสิบนั้นนับว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นการที่หลินมู่อวี่กล้าเผชิญหน้ากับลั่วหลานในสงครามเมื่อสามปีก่อน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างมากสำหรับคนทั่วไป ทำให้เขากลายเป็นสุดยอดจอมยุทธ์ในจักรวรรดิผู้น่านับถือยิ่งไปอีก
“ท่านผู้นำ เราพร้อมเดินทางแล้วขอรับ” เจิ้งซานเหอประสานหมัดกล่าว
“อืม ไปกันเถิด”
นอกประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์ จินเสี่ยวถังพร้อมทหารอารักขาที่จ้างมาจากร้านค้าจื่อยินรอคอยอยู่พักใหญ่แล้ว “พี่อาอวี่ หากออกมาช้ากว่านี้ข้าจะบุกเข้าไปแล้ว รีบไปกันเถิด งานเลี้ยงเปิดจะเริ่มแล้ว”
“อืม…”
นอกร้านค้าจื่อยินเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทว่ากลับไม่มีประทัดไฟถูกจุด เนื่องจากไม่มีดินปืนมากพอให้ใช้ในโลกที่แห้งแล้งตอนนี้ หลินมู่อยู่ครุ่นคิดอยู่นาน หากดินปืนและปืนใหญ่สามารถพัฒนาให้เป็นอาวุธเย็นได้ คงเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้มากทีเดียว น่าเสียดายที่หลายหุบเขาและเหมืองแร่ต่างๆ ไม่มีกำมะถันอยู่เลย หากไม่มีกำมะถันก็ไม่สามารถสร้างดินปืนได้
…
ด้านในร้านค้าครึกครื้นอย่างมาก ฝูงชนทยอยควบม้ามากันไม่ขาดสาย กลุ่มคนสวมชุดจีนห้อมล้อมติชมบรรดาอาวุธ ยา ขุดเกราะที่ร้านค้านำมาจัดแสดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของหลินมู่อวี