ย่างหนัก เสื้อผ้าฝ้ายก็มีไม่พอ…ทำให้กองทัพจักรวรรดิเราเสียกำลังรบไปโดยสิ้นเชิงพ่ะย่ะค่ะ”
“เกิดอันใดขึ้น?” ฉินอินถาม
เฟิงจี้สิงกล่าว “เมื่อสามปีก่อน สำนักอัศวินจากหลิงหนานหนีเข้ามายังหลิงเป่ย พวกเราได้ทำการล้อมกำจัดพวกมันไปหลายครั้งหลายคราทว่าก็เปล่าประโยชน์ พวกเจ้าเล่ห์ซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ทุกการเคลื่อนไหวของกองทัพถูกรายงานไปยังจักรวรรดิอี้เหอ เป็นเหตุให้เราพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงครั้งนี้”
ฉินอินถอนหายใจอย่างเงียบๆ “ท่านเซี่ยงอวี้ ส่งกองกำลังไปพิทักษ์ชายแดนมณฑลเทียนชู่และชางหนาน อย่าให้พวกอี้เหอเข้าโจมตีได้อีก ส่วนท่านเฟิงจี้สิงรับผิดชอบเรื่องการกำจัดสำนักอัศวิน ภายในสามปีต้องมีพวกมันเหลืออยู่ในจักรวรรดิอีก”
“ฝ่าบาท แบบนี้มัน…”
“ข้องใจอย่างนั้นรึ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฟิงจี้สิงประสานหมัดกล่าว “ฝ่าบาทรู้จักหานจวิ้น หลูจ๋าน ฝานอวิ๋น ตวนมู่ฟาง เซี่ยโหวจู้ หยานลี่ และปู้ไห่ เจ็ดปราชญ์แห่งอี้เหอหรือไม่? พวกเขาเป็นรองเพียงลั่วหลานเท่านั้น ขณะนี้สามในเจ็ดได้เข้ามายังอาณาเขตหลิงเป่ยแล้ว พวกมันซ่อนอยู่ในสำนักอัศวินตามภูเขาและป่า นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงล้มเหลวในการกำจัดสำนักอัศวินซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“แล้วจะยอมต่อไปเช่นนี้หรือ?”
ฉินอินเอ่ยถาม “เว่ยโฉว จงนำกลุ่มมังกรผงาดเข้าร่วมกับท่านเฟิงจี้สิง ช่วยกันถอนรากถอนโคนพวกมันจากชางหนานและหลิงเป่ยให้สิ้น”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เว่ยโฉวประสานหมัดพร้อมกับแม่ทัพทั้งสาม