บัลลังก์ “แม่ทัพเฟิงจี้สิงนั้นซื่อสัตย์และไม่ย่อท้อ จะได้รับการอวยยศเป็นแม่ทัพอันดับสอง และในฐานะผู้บัญชาการกองทัพองครักษ์ อนุญาตให้รวบรวมกำลังพลใหม่ในเมืองหลันเยี่ยนได้ ส่วนงานแรกที่จะมอบหมายคือให้นำกองกำลังห้าหมื่นนายออกเดินทางผ่านป่าล่ามังกรไปยังมณฑลเทียนชู่ เพื่อนำหัวของอวี่จื้อหยานมาให้ข้า ผู้บัญชาการเฟิงรับทราบหรือไม่?”
เฟิงจี้สิงประสานหมัด “วางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”
เซี่ยงอวี้ที่ครั้งหนึ่งเคยก่ออาชญากรรมในรัชสมัยของฉินจิ้นจึงไม่ได้รับการอวยยศ ต่างจากเฟิงจี้สิงที่เดิมทีเป็นแม่ทัพของจักรวรรดิอยู่แล้วจึงไม่แปลกหากจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพอันดับสอง
ซูมู่หยุนที่อยู่ด้านข้างยิ้ม “ผู้บัญชาการเฟิง เราได้จัดเตรียมทหารฝีมือดีทั้งห้าหมื่นนายไว้ให้แล้ว คืนนี้จงพักผ่อนเสียเถิด ต่อเมื่อรุ่งสางค่อยเคลื่อนทัพเดินทาง”
“ขอรับท่านหยุนกง…”
เฟิงจี้สิงกล่าวอย่างนอบน้อม เขารู้ว่าอำนาจทางทหารตอนนี้ไม่ได้เป็นของฉินอิน ทว่าเป็นของซูมู่หยุนและถังหลาน เขาจึงต้องเคารพสองคนนี้ให้มาก
…
กลางดึก ณ ค่ายทหารองครักษ์ จางเหว่ยและเซี่ยโหวซางกำลังเตรียมม้า อาวุธและชุดเกราะกันอยู่อย่างอารมณ์ดีในขณะที่เฟิงจี้สิงถือเหยือกไวน์นั่งบนหลังม้า “พวกเจ้าเตรียมสัมภาระต่อเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่น”
จางเหว่ยรีบเอ่ยแทรก “ผู้บัญชาการ ให้ข้า ให้ข้านำทหารองครักษ์ไปกับท่านเถิด ช่วงนี้จักรวรรดิกำลังยุ่งเหยิง ไม่มีที่ใดปลอดภ