ยังกรมดาราศาสตร์ ถามต่อหน้าผู้อำนวยการว่าคนผู้นี้สามารถที่จะเป็นจักรพรรดิได้หรือไม่ ผลลัพธ์คือผู้อำนวยการกรมดาราศาสตร์ผู้นั้นกลับเป็นผู้กล้าหาญมิแพ้กัน เผชิญหน้ากับการปิดล้อมของกรมพระนครบาล กลับเอ่ยออกตรง ๆ ว่าโฉมหน้าของลวี่หยางหาใช่ผู้มีลักษณะจักรพรรดิ
ยังกล่าวอีกว่า การขึ้นเป็นจักรพรรดินั้นย่อมสิ้นหวัง
ผลลัพธ์ภายหลังย่อมไม่ต้องกล่าวให้มากความ เซียวซานพลันกลับหน้าทันที สั่งให้ผู้คนกรมพระนครบาลเข้าล้อมจับ แล้วส่งตัวลงคุกมืด ทรมานโหดเหี้ยม
ไม่เกินสามวัน กรมดาราศาสตร์ก็ต้องกลับคำ
เมื่อมีตัวอย่างอันชัดเจนจากกรมดาราศาสตร์ อีกทั้งเรื่องที่ลวี่หยางยามราตรีขึ้นพำนักบนแท่นบรรทมมังกรเป็นที่รู้กันดี เหล่าขุนนางราชสำนักจึงมิอาจไม่ยอมศิโรราบต่อเขา
ท้ายที่สุดแล้ว บุรุษที่ถึงกับกล้าแตะต้องพระอัครมเหสีย่อมไม่มีสิ่งใดที่เขาจะไม่กล้า
แม้แต่ขุนนางผู้ภักดีต่อจักรพรรดิเจียโย่ว ในยามนี้ก็ทำได้เพียงรักษาตัวเอาไว้ ปักภาพวาดของลวี่หยางไว้ในเรือน แล้วทุกวันก็ร้องประกาศความจงรักภักดีต่อหน้า
‘ขออภัยฝ่าบาท, ข้าน้อยตามจริงแล้วมีใจให้แก่ท่านมาโดยตลอด’
‘เพียงแต่ว่าบัดนี้คนชั่วมีอำนาจล้นฟ้า ข้าผู้นี้จำต้องตกอยู่ในฐานะไร้หนทาง ได้แต่จำใจน้อมกายสวามิภักดิ์ต่อผู้ร้าย หวังเพียงว่าในวันข้างหน้าเมื่อฝ่าบาทหวนกลับมา พลิกกลับสถานการณ์สถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาใหม่…’
พวกเขาก็เป็นเช่นนี้ คนละหนแห่ง ต่างกล่าวคำขอโทษในใจต่อจักรพรรด