ลังเจ็ดประทีปมากเกินไปสุดท้ายก็ถูกพลังย้อนตีกลับจนได้ ยังดีที่ฝึกทักษะชีพจรวิญญาณเอาไว้ พลังวิญญาณแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นจึงไม่ถูกกลืนกินจนถึงขั้นแก่ชราในทันที
“อาอวี่ ไม่เป็นไรนะ”
เฟิงจี้สิงถือดาบตัดวายุเดินกะเผลกเข้ามา ถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพเจ้าเด็กนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าไม่เป็นไรเท่าไร
หลินมู่อวี่ส่ายศีรษะช้าๆ “ไม่เป็นไร พี่เฟิงเล่า”
“ข้าก็ยังดีอยู่”
เฟิงจี้สิงใช้ดาบยันตัวกับพื้น เดินเข้าไปทีละก้าว “ผู้บัญชาการฉินเหลย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินเหลยนั่งอยู่ที่พื้น ร่างกายยังคงมีพลังโกลาหลไหลพล่าน ความจริงแล้วการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเซี่ยงอวี้ถูกเขารับเอาไว้ได้ โชคดีที่วิญญาณของเขานั้นแข็งแกร่งมาก หากเปลี่ยนเป็นหลินมู่อวี่หรือเฟิงจี้สิง ไม่แน่ว่าจะสามารถรับการโจมตีอันรุนแรงของเซี่ยงอวี้ได้
“เหอะๆ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว…” เฟิงจี้สิงหัวเราะฮ่าๆ เช็ดรอยเลือดที่มุมปาก หันไปมองทางเซี่ยงอวี้ที่อยู่ไม่ไกลแล้วถาม “แม่ทัพเซี่ยงอวี้ ยังจะสู้ต่ออีกหรือไม่”
สีหน้าเซี่ยงอวี้ซีดเผือด ปราณยุทธ์ของเขาแทบจะหมดเกลี้ยง ถึงแม้จะอยากสังหารแต่ก็ไร้พลังต่อสู้แล้ว
และในเวลานี้เอง เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นมาแต่ไกล เป็นองครักษ์อวี้หลินนายหนึ่ง ในมือถือม้วนกระดาษสีทอง “ฝ่าบาทมีราชโองการ ให้เฟิงจี้สิงและฉินเหลยคุมตัวหลินมู่อวี่กลับพระตำหนักเจ๋อเทียน!”
……
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ในที่สุดเฟิงจี้สิงก็วางใจลงได