้แก่องครักษ์อวี้หลินได้อย่างไรกัน ไม่ได้ ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่ยอมหรอก”
เฟิงจี้สิงอดยิ้มไม่ได้ “ผู้ดูแลอาวุโสดื้อรั้นจริงๆ…”
……
หลังจากนั้นไม่นาน สมาพันธ์โอสถก็ส่งแพทย์มารักษาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่บาดเจ็บ ฉู่เหยาก็มาด้วย เมื่อนางเห็นหลินมู่อวี่ที่บาดเจ็บหนัก ดวงตาก็แดงขึ้นมาทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” นางใส่ยาลงบนบาดแผลของหลินมู่อวี่ พลางเอ่ยถาม
หลินมู่อวี่นั่งอยู่บนก้อนหินในวิหารศักดิ์สิทธิ์ กัดฟันร้องเจ็บ แล้วยิ้มพูด “พี่ฉู่เหยา ต่อไปพวกเราไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ แล้วนะ ฝ่าบาททรงอภัยโทษให้พวกเราแล้ว”
“หือ จริงหรือ” ฉู่เหยาเผยรอยยิ้มยินดี แต่กลับเอ่ยขึ้นด้วยความไม่สบายใจอยู่นิดหน่อย “อาอวี่ เจ้าเอาแต่ต่อสู้อยู่ตลอด ดูเจ้าสิ ทั้งตัวมีแผลตั้งเท่าไร รับปากข้า หลังจากนี้ต่อยตีให้น้อยลงได้ไหม”
“อืม ต่อไปหากไม่ทำร้ายข้าก่อน ข้าก็ไม่ทำร้ายใคร”
“ดี!”
ที่ด้านข้าง จางเหว่ยที่ถูกแพทย์จากสมาพันธ์โอสถอีกคนรักษาอยู่นั้นใช้สีหน้ากรุ้มกริ่มมองทั้งสองคน ก่อนยิ้มพูดขึ้นมา “ท่านหลินมู่อวี่ช่างโชคดีนัก ไม่น่าเชื่อว่าบาดเจ็บแล้วยังมีหมอหญิงที่งดงามมารักษาให้อีก แถมยังดูเหมาะสมกันขนาดนี้อีกด้วย”
ใบหน้างามของฉู่เหยาแดงก่ำขึ้นมาโดยพลัน นางถลึงตาใส่จางเหว่ยแล้วกล่าว “ท่านเองก็ได้รับบาดเจ็บหนัก ไม่น่าเชื่อว่ายังสดใสอยู่ได้ ข้าว่าไม่ต้องทายาก็ได้กระมัง”
จางเหว่ยร้องขอความเมตตา “ได้โปรดอย่านะท่าน หากบาดแผลของ