“ต้องการให้ช่วยไหม”
หลินมู่อวี่เก็บกระบี่ลงฝัก แล้วเอ่ยถามอย่างสงบอยู่ด้านข้าง
ฉินเหลยตกตะลึง “อาอวี่ช่วยได้ด้วยหรือ เท่าที่ข้ารู้มา…ขั้นตอนการหลอมดูดซับวิญญาณสัตว์นั้นผู้อื่นยื่นมือเข้ามาช่วยไม่ได้ เสี่ยวอิน…หากเจ้าหมดหนทางที่หลอมทักษะได้จริงๆ ละก็ เช่นนั้นก็ไม่ต้องฝืน มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเจ้าเอง”
ถังเสี่ยวซีกอดอก แล้วเอ่ย “หากมู่มู่สามารถช่วยได้ก็อย่าลังเล!”
“อือ!”
หลินมู่อวี่เดินขึ้นไปอยู่ด้านข้างฉินอิน กลิ่นหอมจางๆ ของนารีวัยแรกแย้มโชยมาเตะจมูก เขาอดใจเต้นไม่ได้ และประณามตัวเองอย่างรุนแรงในใจทันที “คิดอะไรเนี่ยไอ้เลวเอ๊ย ตอนนี้มันใช่เวลามาคิดเพ้อเจ้อมั้ย วันๆ จะเอาแต่ทำลับๆ ล่อๆ ไม่ได้ เป็นคนทั้งทีก็ต้องซื่อตรง เป็นคนที่หมดจดหลุดพ้นจากความคิดชั้นต่ำนี่! หลินจื้อ จำไว้ให้ดีว่า เจ้าเป็นคนหนุ่มที่มีความซื่อตรงและมีความมั่นใจ!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หน้าเขาก็แดงไปหมด
หลินมู่อวี่ค่อยๆ แบมือออก ปราณเริ่มไหลทะลักออกมา ติ่งหลอมอาวุธซึ่งอยู่ในรูปแบบพลังงานคลุมร่างของฉินอินและตัวเขาไว้ภายในอย่างรวดเร็ว แต่ในมุมมองของฉินเหลยกับถังเสี่ยวซีนั้น จะเห็นพลังที่หลินมู่อวี่เรียกออกมาเป็นแค่กลุ่มก้อนของพลังปราณ พวกเขามองรูปร่างที่แท้จริงของติ่งไม่เห็น
เมื่อหลับตาทั้งสองข้างลง เปลวไฟบริสุทธิ์ชั้นแรกของติ่งหลอมอาวุธก็โหมกระพือหลอมวิญญาณสัตว์ศิลาสายสุดท้าย ด้านฉินอินเองก็ดูเหมือนว่าจะมีป