“ปู่เหลยหง ท่านไม่ต้องแอบดูแล้ว…”
ด้านนอกประตูหินมีเสียงซวบซาบขึ้น หลินมู่อวี่ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเหลยหงกำลังคอย “คุ้มครอง” ตนอยู่
เหลยหงหัวเราะหน้าตาย “ซื้อเหล็กทมิฬกลับมามากขนาดนี้ จะตีอาวุธหรือ น่าเสียดายแม้แต่เตาก็ยังไม่มี ข้าจะให้คนไปยกมาให้เจ้าอันหนึ่งไหม”
“ไม่ต้องหรอกขอรับ แค่ท่านไม่แอบดูก็พอแล้ว…”
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจฝึกเถอะ!”
เสียงฝีเท้าไกลออกไป เหลยหงเดินจากไปไกลแล้ว
……
หลินมู่อวี่วางเหล็กทมิฬลง แบมือข้างหนึ่งเรียกติ่งหลอมอาวุธออกมา ในติ่งหลอมอาวุธเต็มไปด้วยอักขระภาพสีทองลอยวนอยู่ ติ่งนี้ได้รับพัฒนาจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว จัดเป็นของล้ำค่ายิ่งบนโลกนี้!
ประเมิณน้ำหนักของเหล็กทมิฬแล้ว อาวุธของจักรวรรดิโดยทั่วไปมีน้ำหนักมาก อาวุธพวกกระบี่ปกติจะหนักประมาณสิบถึงยี่สิบกิโลกรัม ถ้าใช้คำพูดของพวกจางเหว่ยก็คงจะบอกว่า “อาวุธไม่หนัก ฟันไม่สะใจ” ถ้าให้คนนิสัยอย่างจางเหว่ยไปอยู่ในยุคปัจจุบัน คงได้ถือมีดหั่นแตงโมไล่ฟันคนเป็นแน่
เขาเลือกเหล็กทมิฬที่หนักราวยี่สิบจินมาหนึ่งก้อน แล้วโยนออกไปในติ่ง เหล็กทมิฬลอยคว้างอยู่ในติ่งหลอมอาวุธ หลังจากขจัดสิ่งแปลกปลอมออกแล้ว น่าจะเหลือน้ำหนักอยู่สักสิบห้าจิน กระบี่เล่มหนึ่งหนักสิบห้าจินกำลังดี เพราะไม่ใช่อาวุธอย่างดาบศึกหรือหอกยาวอะไรพวกนั้น ที่มักจะมีน้ำหนักน่ากลัวถึงร้อยกว่าจิน!
เมื่อปล่อยปราณออกมา ภายในติ่งหลอมอาวุธก็มีเปลวไฟเกิดขึ้น และเริ่มหลอมเหล