เข้ามาที่โถงหลอมโอสถโดยพลการ…” ฉู่เหยาอธิบายหลัวปินกลับขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “โถงหลอมโอสถคือสถานที่ลับสุดยอดของสมาพันธ์โอสถ จะให้คนนอกแอบดูได้อย่างไร ฉู่เหยา เจ้าก็รู้กฎของสมาพันธ์โอสถไม่ใช่หรือ”ฉู่เหยายังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่หลินมู่อวี่กลับเข้าไปยืนขวางอยู่ด้านหน้า พร้อมมองหลัวปินด้วยสายตาเคร่งขรึม พูดด้วยรอยยิ้มเรียบๆ ว่า “ข้าเป็นผู้ช่วยของวิหารศักดิ์สิทธิ์ นามว่าหลินจื้อ ท่านผู้ดูแลหลัวปิน มีปัญหาอะไรเช่นนั้นหรือ”“คนของวิหาร?”หลัวปินหัวเราะเยาะ “ที่แท้ก็สุนัขรับใช้ของวิหารนี่เอง มิน่าถึงได้เหิมเกริมเช่นนี้ แค่ผู้ช่วยฝึกกระจอกกลับกล้ามาโอหังที่สมาพันธ์โอสถ เจ้าเห็นสมาพันธ์โอสถของพวกเราเป็นพวกไร้น้ำยาไร้เรี่ยวแรงกันทุกคนหรือไง ทุกคนหลบไปซะ ข้าจะสั่งสอนเจ้าเด็กโสโครกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงสักหน่อย!”กลุ่มนักปรุงโอสถพากันเปิดทางให้ หลัวปินค่อยๆ ยกมือขึ้นมา ลมปราณสีแดงดั่งโลหิตสายหนึ่งพันรอบฝ่ามือ และก่อตัวเป็นกระบี่สีแดงโลหิตเล่มหนึ่งอย่างรวดเร็ว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นวิญญาณยุทธ์ประเภทอาวุธ ผู้ฝึกตนที่มีวิญญาณยุทธ์ประเภทนี้ล้วนเชี่ยวชาญการโจมตีเป็นอย่างดี ทำให้หลินมู่อวี่ต้องระมัดระวังขึ้นมาหน่อยในตอนนี้ ผู้ปรุงโอสถอายุน้อยผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลก็กล่าวเตือนด้วยเจตนาดี “หลินจื้อ เจ้าระวังด้วย…ผู้ดูแลหลัวปินเป็นบุตรชายของราชเลขาธิการ เจ้าอย่าทำเขาบาดเจ็บเชียว…”หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะยิ้มหยั