—แม้แต่วิชามรรคผลครองตำแหน่งทองคำเทียมพระผู้เป็นเจ้าก็ยังมีวิชามรรคผลครองตำแหน่งเจ้าวิถีเทียม
จึงประจวบพอดีทุกประการ! ทุกสิ่ง… ล้วนลงตัวหมดสิ้น!
อั้งเซียวยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของตนนั้นสมเหตุสมผลถึงที่สุด
“หากเจ้าไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า… แล้วจะเป็นใคร?”
ด้วยเหตุนั้น หลังจากคิดพินิจไตร่ตรองนับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงเปล่งเสียงเรียกออกมาทดลอง พร้อมกับระวังตนถึงขีดสุด ใช้จิตเทวะจับจ้องสีหน้าของลวี่หยางอย่างถี่ถ้วน
…แต่ลวี่หยางเป็นใครกัน?
ด้วยการควบคุมจากระยะไกลผ่านพรสวรรค์หุ่นเชิดจิตคิดทั้งปวงของเขาย่อมไม่มีทางปรากฏออกทางสีหน้า แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังไม่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสความคิดแม้แต่น้อย
และในขณะที่อั้งเซียวยังเอื้อนเอ่ยไม่จบประโยค ลวี่หยางก็เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้น—
‘เขาเข้าใจผิดอีกแล้ว…เข้าใจว่าข้าเป็นพระผู้เป็นเจ้า?’
ใช่แล้ว…เขากับพระผู้เป็นเจ้ามีเวรมีกรรมต่อกัน…ส่วนพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นพวกไร้ยางอาย การแสดงธรรมชี้ทางแก่ผู้บำเพ็ญขั้นวางรากฐานมาทำลายแผนของเขา—ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อย
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ลวี่หยางก็พลันแย้มยิ้มกล่าวเสียงราบเรียบว่า
“ท่านผู้เฒ่าคงเข้าใจผิด… ข้ามิใช่พระผู้เป็นเจ้า”
เขามิได้ฉวยโอกาสยอมรับเช่นเดียวกับที่เคยสวมรอยเป็นหงยวิ๋นก่อนหน้านี้เพราะในกรณีนั้น เขาเคยผ่านประสบการณ์ของหงยวิ๋นมาแล้วโดยตรง ย่อมแสร้งเป็นได้โดยไม่เผยพิรุธ
แต่หากต้องแสร้ง