ท่าน ส่วนท่านสอนทักษะยุทธ์ให้ข้า เป็นอย่างไรเล่า”
“งั้นก็…ตกลง!”
ชวีฉู่ต้านทานความเย้ายวนใจของฝ่ามือพิสุทธิ์ไม่ไหว “แต่เจ้าต้องรับปากข้าหนึ่งเรื่อง ทักษะยุทธ์ที่ข้าสอนเจ้า ห้ามถ่ายทอดให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด วิชาของข้ากว่าครึ่งข้าศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองมาทั้งชีวิต โลกวุ่นวายอยู่แล้ว ข้าไม่อยากให้ทักษะยุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นมากลายเป็นวิชาฆ่าคน ว่าอย่างไร เจ้ารับปากข้าได้หรือไม่”
หลินมู่อวี่พยักหน้าทันที “ข้ารับปาก จะไม่นำทักษะยุทธ์ที่ท่านถ่ายทอดให้ข้าไปถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น!”
“งั้นก็ดี!”
พูดจบ ชวีฉู่ก็กระโดดถอยหลังออกไปหลายเมตร เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะแสดงทักษะยุทธ์สามอย่างให้เจ้าดูก่อน แล้วเจ้าค่อยเลือกว่าจะเรียนทักษะไหน”
“ขอรับ!”
แววตาสุขุมมั่นคงของชวีฉู่ เขายืนอยู่บนพื้นด้วยท่วงท่าที่มั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน ราวกับว่าถึงฟ้าดินจะสั่นสะเทือนก็มิอาจสะเทือนไปถึงขุนเขาอย่างเขาได้ เขากางมือซ้ายออก เปล่งเสียงเบาๆ ทันใดนั้นแสงอสนีบาตสีม่วงก็ปรากฏขึ้นตามนิ้วมือ เขาฟาดฝ่ามือออกไปในอากาศ “เปรี้ยง!” หินยักษ์ที่อยู่ด้านขวามือก้อนหนึ่งถูกตัดผ่าออกจากกัน
“นี่เรียกว่าพิฆาตอสนีบาต รวบรวมธาตุอสนีในธรรมชาติ แล้วโจมตีใส่เป้าหมายให้ขาดเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา จะใช้มือเปล่า หรือใช้ร่วมกับอาวุธก็ได้ ท่าต่อไป!”
ชวีฉู่สงบลมปราณลง ชายแขนเสื้อสะบัดไหวเล็กน้อย เปล่งเสียงออกมาเบาๆ พื้นดินรอบตัวพลันสั่นสะเทือน ปราณยุทธ์ถู