ี แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ประกายความหวังก็วาบขึ้นในดวงตาของเขา
“แต่คำขออีกสองข้อของนายอาจเป็นจริงได้”
“จริงเหรอครับ?” ดวงตาของหลิวปอสว่างวาบขึ้นทันทีแต่ก็หรี่ลงในไม่ช้า “ถ้าจางฉี จาวจวิน และเฟิงหมิงหยวน มีพลังบำเพ็ญอยู่แค่ระดับหนึ่งขั้นเจ็ด ตอนที่พวกเขาสอบศิลปะการต่อสู้ พวกเขาไม่มีทางสู้พี่น้องตระกูลเจียงได้ ไม่ต้องพูดถึงเยชวงเยวด้วยซ้ำ”
“ใช่ครับ…” หลิวหลินพูดต่อ “ถึงผมจะไม่อยากยอมรับ แต่พลังของลูกศิษย์สวีเชอมันแปลกประหลาดจริงๆ เสี่ยวปอไม่มีโอกาสชนะเลย ในการทดสอบรายเดือนครั้งที่สอง พี่น้องตระกูลเจียงก็ระดับหนึ่งขั้นเจ็ดแล้ว และเยชวงเยวอยู่ที่ระดับหนึ่งขั้นแปด”
ผ่านมากว่าสองเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าพลังของฝ่ายตรงข้ามจะพัฒนาไปมากแค่ไหน เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าชั้นเรียนของหลิวปอจะดีกว่าอีกฝ่ายได้อย่างไร
เผชิญกับคำถามของหลิวหลิน ซงอี้ไม่ได้ตื่นตระหนกเลย เขาไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ถามกลับ “พวกคุณรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองชิงเฉิง?”
“เมืองชิงเฉิง?” หลิวหลินตะลึงราวกับไม่คาดคิดว่าซงอี้จะถามคำถามนี้กะทันหัน แต่เขาก็ตอบตามตรง “ครับ ผมได้ยินว่ามีคลื่นสัตว์อสูรระดับสองอาละวาด และรัฐบาลเมืองเผิงถึงกับจัดตั้งทีมกู้ภัยรีบไปสนับสนุน”
ซงอี้ส่ายหน้า “ไม่ใช่คลื่นสัตว์อสูรระดับสอง ข่าวล่าสุดคือคลื่นสัตว์อสูรระดับสองเป็นแค่ฉากบังหน้า ครั้งนี้มันเป็นคลื่นสัตว์อสูรระดับหนึ่งต่างหาก! เมืองชิงเฉิงได้เข้าสู่สถานะเตื