“กลองหินอะไร” เจียงหลีขมวดคิ้วถาม
“เจ้าไม่รู้ก็ไม่ควรรู้ หากรู้แล้วเกรงว่าเจ้าจะเป็นอย่างข้า มองข้ามทุกสิ่งข้างกายเพียงเพื่อแสวงหาสิ่งลวงตา” โครงกระดูกหลิงจงเอ่ยตอบ
“…” เจียงหลีอยากจะกระอักเลือด
มีการบอกเล่าครึ่งๆ กลางๆ เยี่ยงนี้ด้วยหรือ
นางหันสายตากลับมาแต่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแต่เอ่ยถาม “เจ้าเสียแรงชักจูงข้ามาถึงที่นี่ คงไม่ใช่เพราะเหงาเลยหาเพื่อนสนทนาเล่าเรื่องหรอกกระมัง”
“แน่นอนว่าข้ามีเรื่องขอร้องเจ้า” โครงกระดูกเองก็มิปิดบังต่อไป
“ไหนเจ้าว่ามาซิ” เจียงหลีกลับมาขี้เกียจเอนกายพิงไม้ไผ่ ยกมือขึ้นกอดอกแล้วมองเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ค่ายกลที่เนี่ยนซือสร้างเอาไว้นั้นทำลายยากมาก หากไม่ใช่หลิงซือที่มีอาณาเขตระดับปรมาจารย์แล้วก็ต้องเป็นเนี่ยนซือที่มีความสามรถเก่งกาจมิแพ้กัน”
เจียงหลีหรี่ตาแต่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ตอนนั้นที่ทางหลุดพ้นออกมาจากค่ายกลของลู่เจี้ยเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเฟิงสิงอวิ๋น ตามที่
หลิงจงผู้นี้ได้กล่าวมา ขั้นบำเพ็ญของเฟิงสิงอวิ๋นเหนือกว่าหลิงจงใช่หรือไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งหนานอู๋เฮิ่นยังไม่บรรลุหลิงจงเลยแล้วเฟิงสิงอวิ๋นจะเป็นไปได้เยี่ยงไร มีทางเดียวคือเขาอาจจะฝึกพลังจิตไปพร้อมกันด้วย และคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับลู่เจี้ยอีกด้วย
“เจ้าฝึกเป็นเนี่ยนซือ แม้อาณาเขตยังไม่พอแต่ยังมีพลังช่วยเหลือมากกว่าข้าซึ่งน่าจะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ เมื่อทำลายค่ายกลได้แล้วขอคว