พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ลู่เสวียนจะปฏิเสธได้อย่างไร
“หากเป็นเช่นนี้ ลู่เสวียนขอบพระทัยความหวังดีของฝ่าบาทและตระกูลไป๋เซี่ยง ขอน้อมรับพระบัญชา” ลู่เสวียนคิดแล้วคิดอีก พยักหน้าตอบตกลง
ลู่เสวียนก็ไปด้วย เหวินเหรินชิ่งชิ่งมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ส่งเสียงฮึดฮัด แล้วนั่งลงยังที่ของตัวเอง
นางหันหน้าหนี เหมือนเด็กโกรธไม่มองหน้าลู่เสวียน มองดูแล้วก็มีความน่ารักปนอยู่
“ฮ่าๆๆ… ดี มาๆ ดื่มกันต่อ” เป่ยเหมินเวยยิ้มกว้าง ราวกับผู้ใหญ่ที่ใจดี ให้ทุกคนร่วมฉลองพิธีต้อนรับราชวงศ์จยาเซียนต่อ
เสียงเพลงบรรเลงจากภายในงาน ค่อยๆ ดังออกไปตามสายลม ดังเข้าไปในพระราชฐานชั้นใน
จากงานเลี้ยงไม่ไกล ในตำหนักสวยงามและเงียบสงบ หรงจิ่งยืนอยู่ที่ล่างชายคา มองท้องต้นไม้ที่สั่นไหวในยามค่ำคืนคล้ายกับเงาปีศาจ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
อาเฉวียนนำเสื้อคลุมเดินมาด้านหลัง คลุมให้กับเขา “ท่านชาย ดึกแล้ว”
หรงจิ่งยิ้มที่มุมปากบางๆ สายตามองไปยังงานเลี้ยง แล้วเอ่ยกับอาเฉวียนว่า “ทางนั้น ดูคึกคักมาก”
“อืม” อาเฉวียนตอบกลับอย่างเงียบๆ
ทันใดนั้น นอกตำหนัก มีเสียงคนก้าวเดินดังมา
“ใครอยู่ตรงนั้น” ดวงตาอาเฉวียนเพ่งมอง
หรงจิ่งมองไปทางนอกตำหนัก จากที่มืดมีเงาคนหนึ่งปรากฏขึ้น เมื่อแสงจันทร์สาดไปที่เงาบนตัว หรงจิ่งจึงเอ่ยเสียงเบา “ที่แท้ก็คือท่านใต้เท้าจงเจิ้งเหยี่ยนี่เอง”
จงเจิ้งเหยี่ยยืนอยู่ที่หน้าประตูตำหนัก แสดงความเคารพหรงจิ่ง “มาหายามค่ำ รบกวนท่านแล